ลูกน้อยเรียนรู้ EF ตามวัยเข้าเรียน

ลูกวัย 1 ขวบ จำได้ (Working Memory)

ความจำขณะทำงานของเด็กน้อยจะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ 1 ขวบ โดยเริ่มจากสามารถจดจำของเล่นของตัวเองได้ ทำให้รู้จักหาเมื่อของเล่นหายไป และมีความสามารถในการจดจำคนในครอบครัว จึงแยกแยะคนในครอบครัวออกจากคนแปลกหน้าได้ ด้วยเหตุนี้เด็กน้อยอายุประมาณ 1 ขวบจึงมีอาการ Separation Anxiety หรือร้องงอแงเมื่อเจอคนแปลกหน้า แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลหรือต่อว่าลูกนะ เพราะเมื่อเขาโตขึ้นอาการนี้จะค่อยๆ หายไปเอง

ลูกวัย 3 ขวบ หยุด ยับยั้ง (Inhibit)

เด็กอายุประมาณ 3 ขวบควรยับยั้งตัวเองหรือ Inhibit โดยไม่ต้องมีใครสั่งได้บ้างแล้ว เด็กควรรู้เรื่องพื้นฐานว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ แม้จะอยากวิ่งเล่น แต่หากเป็นเวลามื้ออาหาร เขาควรหยุดความอยากวิ่งเล่นของตัวเองและนั่งลงกินข้าวจนเสร็จได้ หรือสามารถหยุดอารมณ์โกรธเมื่อทะเลาะกับเพื่อน หยุดอารมณ์เศร้าเสียใจเมื่อคุณพ่อคุณแม่พาไปส่งที่โรงเรียนได้ หรือมีความอดทนรอคอยในการเข้าแถวรอคิวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่จะเข้าเรียนชั้นอนุบาล เพราะหากเขาหยุดตัวเองไม่ได้อาจทำให้เข้าสังคมได้ยาก นั่งเรียนกับเพื่อไม่ได้ หรือกลายเป็นเด็กที่ไม่มีระเบียบวินัย นอกจากนี้หากลูกมี Inhibit ที่ดี เขาก็จะจดจำได้ดีด้วย เพราะว่าลูกจะจำเป้าหมายของเขาได้ว่าคืออะไร เขาก็จะหยุดสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายของเขาและจะทำหรือจำแต่สิ่งที่ตั้งใจเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั่นเอง

ลูกวัย 4 ขวบ ต้องเปลี่ยน (Cognitive Flexibility)

เมื่อเด็กหยุดหรือยับยั้งความคิดได้แล้ว เขาจะสามารถพัฒนามาสู่ขั้น Shify / Cognitive Flexibility หรือเปลี่ยนความคิดได้ ซึ่งนำไปสู่การใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กหลุดจากความคิดว่าปากกาใช้สำหรับเขียน เขาจะสามารถเปลี่ยนความคิดเพื่อค้นหาว่าปากกาสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์สิ่งอื่นใดได้อีกบ้าง เป็นการคิดนอกกรอบ คิดริเริ่ม คิดยืดหยุ่น การคิดที่ไม่เป็นการจำกัดไอเดียหรือเมื่อเขาหยุดเศร้าสียใจที่ต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว เขาจะสามารถเปลี่ยนมาสนใจกิจกรรมที่โรงเรียนและสนุกไปกับเพื่อนๆ ได้ จึงทำให้เขาปรับตัวและใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งการที่เด็กรู้จักหยุดยับยั้งตัวเองและเปลี่ยนความคิดได้ เขาจะกำกับตนเองได้ เช่น เมื่อเพื่อนตีมา เขาสามารถหยุดตัวเองไม่ตีเพื่อนกลับ แล้วเปลี่ยนความคิดว่าจะทำอย่างไรกับเพื่อนดี เมื่อเด็กคิดก็จะเจอทางออกอื่นๆ ที่ไม่ใช่การทะเลาะทุบตีกัน แต่ถ้าเด็กไม่รู้จักหยุด เด็กก็จะมีปัญหาในการเปลี่ยนความคิดด้วย เขาจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ เพื่อตีมาก็ตีกลับ หาทางออกอื่นไม่เป็น ลูกก็จะโตมาเป็นคนหุนหันพลันแล่นและตัดสินใจทำอะไรตามอารมณ์ ทักษะที่กล่าวมาล้วนเป็นเชาวน์ปัญญาที่ไม่ได้สอนกันในชั้นเรียน แต่เป็นทักษะที่เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู สั่งสอน การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง การสนับสนุนส่งเสริมจากคนในครอบครัวโดยพ่อแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

ลูกวัย 5 ขวบ ควบคุมอารมณ์ รู้จักวางแผน (Emotional Control & Plan/Organize)

เด็กวัย 5 ขวบ ทักษะ EF 3 ด้านที่กล่าวมาแล้วจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้เด็กพัฒนาทักษะ EF ด้านการควบคุมอารมณ์ หรือ Emotional Control เช่น เมื่อโกรธก็ไม่ทำร้ายเพื่อน เมื่อเศร้าเสียใจก็ร้องไห้ไม่นาน สามารถคืนสู่สภาวะอารมณ์ปกติได้ในเวลาไม่นานนัก นอกจากนี้เด็กวัย 5-6 ขวบจะเพิ่งเริ่มพัฒนาทักษะ EF ด้านพุทธิปัญญา หรือ Plan/Organize คือ การวางแผนจัดการงานง่ายๆ ให้เสร็จได้ตามวัย เช่น ทำกิจกรรมในชั้นเรียนได้ด้วยตัวเองจนเสร็จภายในเวลาที่ครูกำหนด เป็นต้น กล่าวโดยสรุป EF 5 ข้อที่เด็กเล็กควรมีคือ การจำได้ หยุดได้ เปลี่ยนความคิดได้ ควบคุมอารมณ์ได้ และวางแผนจัดการงานง่ายๆ ให้สำเร็จได้ ทักษะเหล่านี้จะทำให้เขามีความพร้อมในการเรียนระดับสูงขึ้นไป เช่น ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กจะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย เด็กอนุบาลเมื่อเข้าสู่ชั้นประถมจะมีวิชาเรียนมากขึ้น มีตารางเวลาเรียน มีการบ้านมากขึ้น มีรายงาน มีงานกลุ่ม มีการสอบ ฯลฯ ดังนั้นเด็กอนุบาลที่ได้รับการฝึกทักษะ EF มาเป็นอย่างดีจะปรับตัวกับการเรียนในชั้นประถมได้ไม่ยาก เพราะเขาได้รับการฝึกให้สามารถบริหารจัดการตัวเองได้ รู้ว่าเวลาไหนควรทำสิ่งใด ทั้งการบ้าน งานบ้าน การเล่น การทบทวนบทเรียน ฯลฯ ทักษะ EF ที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กบริหารจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จได้ ช่วยให้เด็กมีความพร้อมและความสำเร็จทางการเรียนต่อไป

ลูกวัย 6 ขวบขึ้นไป  พัฒนาทักษะ EF ได้อีก 3 อย่าง (Initiate + Self Monitoring + Organize of Material)

แม้ EF 5 ข้อข้างต้นจะช่วยให้เด็กมีศักยภาพทางการเรียนแล้ว แต่หากเพิ่มเติม EF ได้อีก 3 ข้อ ย่อมทำให้เขาพัฒนาความคิดไปได้ไกลและเข้าใกล้ความสำเร็จในชีวิตได้มากขึ้น ได้แก่ Initiate หรือการคิดริเริ่ม Self-Monitoring หรือการประเมินตนเอง และ Organize of Material หรือการจัดการข้าวของ ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กมุ่งมั่นลงมือทำตามแผนที่วางไว้ รู้จักประเมินความสามารถของตนเองเพื่อให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และช่วยให้เขาสามารถจัดการข้าวของรอบตัวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยหรือกังวลใจมากนัก

ลูกวัย 4-6 ขวบขึ้นไปควรกำกับตัวเองไปสู่เป้าหมายได้ (Self Regulation)

เมื่อลูกวัยเด็กเล็กในช่วง 3 ขวบปีแรกมีทักษะในการกำกับควบคุมตัวเองได้แล้ว เมื่อลูกโตขึ้นควรต้องมี Self Regulation หรือการกำกับตัวเองว่าเราจะไปให้ถึงเป้าหมาย ต้องทำอะไรบ้างระหว่างทาง ต้องกำกับตนเองตลอด ซึ่งเป็นทักษะที่ซับซ้อนขึ้น ทักษะนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและทำให้ลูกมีความมานะพยายาม โดยทักษะนี้จะได้รับการพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ลูกวัยอนุบาลจะแล้วเสร็จ แต่ลูกจะต้องมีการพัฒนาต่อไปถึงในวัยเรียนและวัยรุ่น เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ใช่แค่ดูว่าลูกเก่งดนตรี เก่งกีฬาเท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าลูกเก่งเพราะอะไร ถ้าเก่งเพราะตัวเขาจัดการตัวเองได้ เพราะเขามีวินัย รู้ว่าเมื่อไรต้องซ้อมอะไร ตัวเองมีเป้าหมายแค่ไหน อย่างนี้ถือว่าลูกเราใช้ได้ แล้วสิ่งเหล่านี้จะสัมพันธ์และส่งเสริมต่อไปถึงการเรียนและการทำงานในอนาคตของลูกอีกด้วย