สิ่งสำคัญสร้างสรรค์ทักษะลูก

การส่งเสริมหรือฝึกให้ลูกมีความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ่อแม่จำเป็นต้องรู้สิ่งสำคัญดังต่อไปนี้

มีจิตวิทยาในการสร้างลูกให้เกิดความรักในสิ่งที่ทำ ด้วยการพูดคุยจูงใจส่งเสริมลูกในด้านที่เขาสนใจ ส่งเสริมให้ลูกทำสำเร็จจากง่ายไปยาก เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจว่าเขาทำได้ ชอบและรักในสิ่งที่ทำ พ่อแม่ส่งเสริมลูกโดยการพูดชื่นชม ให้กำลังใจเมื่อลูกทำสำเร็จ

จัดสิ่งแวดล้อมโดยลดสิ่งที่มาล่อความสนใจลูกออกไป งดใช้สื่อดิจิทัลในเด็กเล็ก เด็กโตใช้เท่าที่จำเป็น เป็นวิธีการที่ต่อเนื่องจากการจัดสิ่งที่เอื้อต่อการส่งเสริมความสามารถให้ลูก คือ เมื่อเราต้องการให้ลูกจดจ่อกับอะไร พ่อแม่ก็ต้องตัดหรือกันสิ่งที่จะมาล่อใจลูก หรือสิ่งที่จะขัดขวางความสนใจของลูกออกไป เช่น หากสิ่งแวดล้อมที่บ้านหรือห้องของลูกมีเกม มีวิดีโอ ทีวี มีทุกอย่าง ลูกก็จะไม่มาสนใจอ่านหนังสือ เล่นของเล่น เล่นดนตรี กีฬา ลูกจะดูแต่ทีวี รวมทั้งในเด็กเล็กๆ ไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูคลิป ดูไอแพด เพราะในเด็กเล็กๆ การดูสื่อดิจิทัลจะเป็นตัวทำลายสมองเด็กในแง่การมีสมาธิจดจ่อ การอดทนรอคอย และส่งผลเสียหลายด้านมากๆ โดยในวงการแพทย์นั้นได้ออกมาเตือนกันอยู่เสมอ แต่ผู้ปกครองอาจยังไม่ทราบกันมากนัก และคิดว่าการให้ลูกดูสื่อเหล่านี้จะให้ประโยชน์กับลูก หรือคิดว่าลูกใช้ของพวกนี้แล้วจะเก่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากการที่พ่อแม่เห็นลูกเขี่ยจอได้ดูคลิปได้ หรือรู้ว่าต้องจิ้มตรงไหน ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง และข้อมูลต่างๆ ในจอก็ไปเร็วมาเร็ว เด็กยังไม่เข้าใจความหมาย ส่งผลเสียต่อทั้งสายตา พัฒนาการสมอง และการมีสมาธิ เพราะเวลาที่คนเราเรียนรู้อะไรจำเป็นต้องจดจ่อกับเรื่องนั้นคือ หากเราต้องทำงานอย่างหนึ่งอย่างจดจ่อต่อเนื่องแล้วมีเรื่องอื่นเข้ามา สมาธิเกิดวอกแวกไปเรื่องอื่น จะทำให้เราเสียสมาธิกับเรื่องที่กำลังทำ เด็กเล็กๆ ยังควบคุมตัวเองให้มีสมาธิจดจ่อได้ไม่ดี ยิ่งว่อกแวกง่ายกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ดังนั้นในเด็กไม่เกิน 2 ขวบปีแรก ไม่ควรดูสื่อดิจิทัลจะดีที่สุด แต่เมื่อเข้าสู่วัยอนุบาลอาจดูได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง และต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย พอวัยประถมอาจให้ดูได้วันละ 1 ชั่วโมง โทรศัพท์ให้ใช้ได้ แต่ควรต้องเป็นตอนเรียนมัธยมที่เขาเริ่มกำกับตนเองได้แล้วจะดีที่สุด

จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้กับลูกให้มากที่สุด เช่น การจัดมุมหนังสือ มุมของเล่น มุมดนตรี หรือมุมออกกำลังกาย เมื่ออยากให้ลูกเล่นดนตรีเราก็ให้เครื่องดนตรีเป็นของเล่นเพื่อให้ลูกได้สนุกและเรียนรู้กับดนตรี ได้เคาะเล่นเกิดความคุ้นเคย ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกกับสิ่งนั้นๆ เมื่อลูกเริ่มไปเรียนจริงๆ พ่อแม่ไม่ควรสร้างความเครียดให้เกิดขึ้นกับลูกจะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกไม่ชอบ ไม่อยากทำ เช่น ไปเรียน จ่ายเงินแล้ว ต้องซ้อมนะ ทำไมไม่ซ้อม สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกไม่อยากเรียนและโอกาสที่จะเก่งก็น้อยตามไปด้วย ดังนั้นเมื่อจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อแล้วก็ต้องไม่กดดันและเข้าใจธรรมชาติของลูกด้วย ใช้จิตวิทยาในการจูงใจให้ลูกได้ฝึกซ้อมด้วยความสมัครใจ สร้างให้ลูกมีเป้าหมายในการฝึกฝนให้เก่งขึ้น เรียนอย่างมีความสุข

ทำให้เป็นเรื่องสนุกและต้องชมเชยลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเรื่องต่างๆ ให้ลูกมีความสุขและสนุกกับมัน ครูสอนก็ควรมีจิตวิทยาด้วยเหมือนกัน เช่น ไม่ตำหนิรุนแรงเมื่อเด็กทำผิดพลาด และให้คำชมเชยในสิ่งเล็กๆ ที่เด็กทำได้สำเร็จ ให้กำลังใจ ให้แรงเสริม ทั้งครูและพ่อแม่จะมีบทบาทมากในการทำให้เด็กรักหรือชอบสิ่งนั้นๆ และอยากฝึกฝนหรือทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ พ่อแม่ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาทำได้ เช่น การเล่นดนตรี ควรทำให้ลูกรู้สึกว่าการจะเล่นเพลงใหม่ท่อนหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและลูกทำได้ คือ ถ้าพ่อแม่ทำอย่างนี้ได้ ลูกเราก็จะเก่งได้ แต่ปัจจุบันพ่อแม่กลับไม่ได้มองไปถึงใจเด็กว่าทำอย่างไรให้เขาอยากจะทำ อยากจะซ้อม แต่พอลูกทำได้สำเร็จ เราก็ควรชื่นชมและเห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งวิธีการชมก็ต้องชมขั้นตอนกระบวนการที่ทำให้ลูกทำสำเร็จ เช่น ลูกมีความตั้งใจฝึกซ้อม ลูกมีความอดทน พยายามทำงานที่ยากให้สำเร็จ แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแค่ชมว่าเขาเก่ง แต่เขาจะไม่รู้ว่าทำไมเขาเก่ง เขาเก่งเพราะอะไร แต่หากพ่อแม่มีวิธีการชมที่ดี เช่น ลูกเก่งเพราะตั้งใจฝึกซ้อม มีความพยายาม เขาก็จะรู้ว่าสิ่งทีเขาทำได้เกิดจากความขยัน ความมานะพยายามของเขา

สร้างกระบวนทัศน์ที่ส่งเสริมเด็กให้ลูกรู้ว่าเขาทำได้ หมายถึง การทำให้เด็กรักที่จะทำสิ่งนั้นๆ เพราะถ้าหากลูกเกิดความรักในสิ่งนั้นและอยากที่จะทำอะไร เขาก็จะทำได้ดี หรือที่เรียกว่า Growth Mind Set คือ ความคิดที่ส่งเสริมลูก ต่อยอด และพัฒนาความคิดลูกให้เติบโต ด้วยการบอกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่แม่เชื่อว่าลูกทำได้ หนูมีความสามารถ เพื่อให้ลูกมีความมานะพยายาม ไม่ใช่การไปหยุดความตั้งใจของเด็ก แต่การสร้างกระบวนทัศน์ที่ส่งเสริมลูกนั้นต้องมีที่มาที่ไป มีเหตุผลที่บอกได้ว่าหนูทำได้เพราะอะไร หนูเก่งเพราะอะไร ในขณะที่พ่อแม่หลายคนกลับสร้งกระบวนทัศน์แบบหยุดอยู่กับที่หรือ Fix Mind set ซึ่งขัดขวางศักยภาพของเด็ก ทำให้เด็กเกิดความเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนเก่ง เขาเป็นคนฉลาด เช่น บอกว่าหนูเก่งมาก หนูฉลาดที่สุด แต่ไม่ได้บอกลูกถึงขั้นตอนกระบวนการว่าอะไรที่ทำให้ลูกเก่ง แค่ทำอะไรได้ พ่อแม่ก็ชมว่า โอ้โฮ หนูเก่งจังเลย แบบนี้เด็กไม่เข้าใจว่าเก่งของเขามาได้อย่างไร ทำไมเขาถึงเก่ง แต่เราต้องบอกว่าเขาทำอย่างไรถึงเก่ง เพราะยิ่งเราไปบอกว่าหนูเก่งแล้ว แต่วันหนึ่งเมื่อเขาไปเจอปัญหาที่ยาก เขาจะไม่มั่นใจแล้วว่าตัวเองเก่งจริงหรือเปล่า เขาจะไม่กล้าทำต่อ หากเจออะไรที่ยากกว่าที่เคยทำ กจะถอยและไม่กล้าที่จะพยายามทำต่อไป