อาหารแคลเซียมสูงลดความเสี่ยงมะเร็ง

อาหารที่มีแคลเซียมสูง (Diets high in calcium) เป็นปัจจัยในการลดความเสี่ยงของมะเร็งทางเดินอาหารส่วนล่าง อย่างไรก็ดียังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนทางวิชาการว่าแคลเซียมระดับใดจึงลดความเสี่ยงได้

โดยทั่วไปแล้วร่างกายมนุษย์ต้องการแคลเซียมประมาณ 2.5 กรัมต่อวัน ซึ่งผู้เขียนเองก็นึกไม่ภาพไม่ออกว่าจะต้องกินอะไรให้ได้เท่าที่มีการแนะนำ จึงพยายามกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไว้ เพราะแคลเซียมมีในเนื้อสัตว์ นม ปลาเล็กปลาน้อย ปลากระป๋อง ถั่ว งา เป็นต้น

อย่างไรก็ดีคำเตือนหนึ่งที่ระบุไว้ในหนังสือบางเล่มคือ การกินแคลเซียมมากกว่า 5 กรัมต่อวันของคนปกติ หรือ 3 กรัมต่อวันของคนที่มีปัญหาไตทำงานบกพร่อง อาจเป็นอันตรายต่อไตได้ ดังนี้น ผู้รู้บางท่านจึงไม่แนะนำให้มีการเสริมแคลเซียมในลักษณะของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (หรือการกินยาลดกรดที่มีแคลเซียมเป็นประจำ) แต่ให้กินจากอาหารเพื่อให้ได้รับแคลเซียมในปริมาณแค่พอเพียงไม่มากเกินไป

หลักฐานที่กล่าวว่า แคลเซียมอาจลดความเสี่ยงของมะเร็งทางเดินอาหารส่วนล่างนั้น มีข้อมูลทางระบาดวิทยาบางชิ้นที่สนับสนุน ตัวอย่างเช่น การศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันมะเร็ง ครั้งหนึ่งภายใต้การสนับสนุนโดย American Cancer Society ซึ่งตีพิมพในวารสาร Cancer Causes Control เมื่อปี 2003 เป็นการศึกษาวิถีของการดำรงชีวิตในพลเมืองมากกว่า 120,000 คน ทั้งเสริมแคลเซียมบ้างมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทางเดินอาหารตอนล่างต่ำกว่าคนที่กินไม่พอ

ตัวอย่างการศึกษาที่นักวิชาการทั่วไปนิยมชมชอบคือ The Nurses’ Health Study and the Health Professionals Follow-up Study ของโรงเรียนแพทย์และคณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีพยาบาลเข้าร่วมการศึกษามากกว่า 150,000 คน มีผลการศึกษาระบุว่า ผู้ที่ได้รับแคลเซียมมากกว่า 700 มิลลิกรัมต่อวันมีความเสี่ยงต่อมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ส่วนล่างเพียงร้อยละ 35-45 ของผู้ที่ได้รับแคลเซียม 500 มิลลิกรัมหรือต่ำกว่าต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว 34,000 คนในรัฐไอโอวา พบว่าสตรีที่ได้รับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1,280 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทางเดินอาหารส่วนไส้ตรง (rectum) ต่ำกว่าผู้ที่ได้รับแคลเซียมเพียง 800 มิลลิกรัมหรือต่ำกว่าต่อวันถึงร้อยละ 41

มีหลายประเทศในยุโรปที่พอมีเงินหน่อยได้ทำการสำรวจทางระบาดวิทยาในประเด็นของแคลเซียมและมะเร็ง เช่น การศึกษาในสตรีสวีเดน 61,000 คน พบว่าผู้ที่ได้รับแคลเซียมประมาณ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน มีความเสี่ยงต่อมะเร็งทางเดินอาหารตอนล่างน้อยกว่าผู้ที่ได้รับเพียง 400-500 มิลลิกรัมต่อวัน ราวร้อยละ 28

คำถามหนึ่งซึ่งมักเกิดขึ้นคือ กระบวนการที่แคลเซียมช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งทางเดินอาหารตอนล่างนั้นเป็นอย่างไร

สมมุติฐานหนึ่งกล่าวว่า แคลเซียมช่วยจับกรดน้ำดี (bile acid) ให้กลายเป็นเกลือน้ำดี ปฏิกิริยาเคมีนี้ช่วยลดการเปลี่ยนกรดน้ำดีไปเป็นสารก่อมะเร็งด้วยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ สมมติฐานนี้คงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีสมมติฐานที่ว่า แคลเซียมไปลดการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งพร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งนั้นพัฒนาตัวเซลล์ (differentiation) ให้เป็นเซลล์ที่มีบทบาทในการทำงานของอวัยวะในร่างกายได้ หรือช่วยให้เซลล์มะเร็งฆ่าตัวตายเองด้วยกระบวนการที่เรียกว่า อะพ็อพโตซิส (apoptosis)

มีประเด็นหนึ่งซึ่งมักพบเมื่ออ่านรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการได้รับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายว่า ถ้าเป็นการศึกษาในคนที่อยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตร เช่น ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ยุโรปตอนเหนือ อเมริกาตอนใต้ หรือแม้แต่แอฟริกาใต้ ในการศึกษานั้นๆ จำต้องมีการเสริมวิตามินดีพร้อมกันไปด้วย เพราะแสงแดดบริเวณดังกล่าวของโลกมีความเข้มน้อย ทำให้ประชากรในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการมีวิตามินดีในร่างกายต่ำจนไม่พอใช้ในการนำแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย

ในประเด็นของวิตามินดีสำหรับคนไทยนั้นอาจไม่จำเป็นนัก ถ้าเป็นคนไทยที่ได้รับแสงแดดในตอนเช้าตรู่และบ่ายแก่ๆ มากพอ ดังที่ถูกสอนมาตลอดว่าให้ออกกำลังกายแบบที่ถูกแดดบ้างเพื่อให้กระดูกแข็งแรงนั่นเอง อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีรายงานจากแพทย์ไทยแล้วว่า คนไทยบางสายพันธุ์ที่ต้องออกจากบ้านก่อนไก่โห่ แล้วเข้าทำงานในตึกระจกสีเข้มกันแดเพราะเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดวัน คนไทยสายพันธุ์นี้ต้องทำงานจนไก่ขึ้นคอนนอนแล้วจึงกลับบ้าน ดังนั้นโอกาสขาดวิตามินดีจนมีปัญหากระดูกไม่แข็งแรงนั้นจึงเป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจเพราะไม่ค่อยโดนแดด

 

ขอบคุณข้อมูล รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ  นักพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ