เทคนิคพัฒนาสมองการเรียนรู้ลูก

การพัฒนาสร้างความสามารถของลูกน้อยนั่นคือ คุณพ่อคุณแม่ควรจัดสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้และสร้างความสามารถให้ลูก รวมทั้งการฝึกฝนทำสม่ำเสมอจะทำให้ลูกเก่ง แต่การฝึกฝนนั้นจะต้องเป็นการฝึกที่มีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำซ้ำแบบทำไปเรื่อยๆ หรือหลับตาทำก็ได้ ซึ่งจากเดิมเคยมีทฤษฎีจากต่างประเทศกล่าวไว้ว่า ฝึกฝน 10,000 ชั่วโมงแล้วจะเก่ง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นความจริงบางส่วน คือ เมื่อเริ่มต้นทำงานอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกคนจะยังทำไม่เก่ง แต่พอทำไปได้สักระยะก็จะค่อยๆ เก่งขึ้น แต่หากเรามาลองคำนวณเวลาแล้วจะรู้ว่า ต้องใช้เวลานานเป็นหลายสิบปีกว่าจะเป็นคนเก่ง จนมีการค้นพบใหม่ที่ว่า บางคนสามารถใช้เวลาน้อยกว่านั้นก็สามารถเก่งได้ คือ ไม่จำเป็นต้องทำจนครบ 10,000 ชั่วโมงก็เก่งได้เช่นกัน สาเหตุเพราะวิธีการทำงานของเขานั้นมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องทำซ้ำๆ แต่เขาทำอย่างละเอียดลออ พิถีพิถัน รู้ว่าทำไปแล้วรู้สึกว่าตรงนี้ไม่ดีก็ย้อนกลับมาแก้ไขใหม่ ทดลองทำอีก เป็นการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีเป้าหมาย จนเกิดเป็นวงจรของการพัฒนาตนเอง กลายเป็นความเชี่ยวชาญความเพอร์เฟ็คท์ โดยที่ไม่ต้องใช้เวลาเยอะขนาดนั้นได้

ดังนั้นการฝึกหรือทำอะไรให้เก่งหรือชำนาญอยู่ที่วิธีการทำการลงมือ การคิด และการเรียนรู้ร่วมกัน ทุกอย่างเหล่านี้จะทำให้ลูกเก่งได้โดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกนานเลย ขอเพียงการฝึกฝนที่มีคุณภาพ เรียนรู้ความผิดพลาด วางแผนแก้ปัญหา เท่านี้ลูกก็จะเก่งได้เร็วกว่าคนอื่นๆ

หนึ่งเทคนิคสำคัญที่จะช่วยทำให้ลูกรักมีความสามารถหรือทักษะที่ดีและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่นคือ เลือกใช้วิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

การเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ จะให้ผลลัพท์ทางการเรียนรู้ไม่เท่ากัน อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ หากลูกได้แค่เพียงนั่งฟังครูหรือพ่อแม่สอนอย่างเดียว แล้วครูสอบตามหลักสูตรโดยไม่สนใจว่าเด็กอยากเรียนอะไร ลูกก็จะเรียนรู้ได้แค่ระดับหนึ่ง แต่หากลูกได้ฟังและได้อ่านหนังสือด้วย ลูกก็จะได้ความรู้มากขึ้นว่าการฟังอย่างเดียว และหากลูกได้เห็น ได้ยิน ใช้ประสาทสัมผัส ได้ลงมือทำร่วมกันด้วย ก็จะดียิ่งขึ้น ลูกจะเรียนรู้สิ่งนั้นได้ดีขึ้นเพราะมีผลมาแสดงให้ดู ได้มีคนสาธิตให้ดูว่าทำอย่างไร ที่สำคัญอีกขั้นคือ หากลูกได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วย เช่น มีการสื่อสารกัน พูดโต้ตอบไปมา ได้ลงมือปฏิบัติ ก็จะได้ประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้แบบทางเดียวแล้วที่สุดคือ เมื่อลูกได้ฟัง อ่าน ลงมือ คิดตัดสินใจ และฝึกฝนไปจนเก่งจนถึงกับนำไปสอนคนอื่นได้ ก็จะยิ่งเป็นวิธีที่ทำให้ลูกเก่งยิ่งๆ ขึ้นไปอีกนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น เด็กที่เล่นดนตรีเก่ง หากความเก่งของเขานั้นได้นำไปสอนคนอื่นให้เล่นดนตรีเป็นได้ด้วย ก็จะเป็นสิ่งที่ยิงทำให้เขาเก่งมากขึ้น เพราะการสอนคนอื่น เขาต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน เมื่อไรทีเขาสอนคนอื่นให้เข้าใจไม่ได้ แสดงว่าตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ ตัวเองยังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ จึงต้องฝึกฝนจนรู้และเข้าใจก่อนทีจะไปสอนคนอื่น ซึ่งการฝึกฝนเช่นนี้ถือเป็น Meta Leaming คือ การเรียนรู้ในสิ่งที่รู้ หมายถึง แค่เรารู้ยังไม่พอ เราต้องรู้ด้วยว่าสิ่งที่เรารู้นี้มันยังต้องปรับปรุงอะไรอีก ยังพัฒนาอะไรให้ดีขึ้นไปอีกได้ ทั้งหมดนี้จะเป็นวงจรที่ทำให้ลูกเก่งมากยิ่งขึ้น