ลูกเก่งได้ต้องฝึกพัฒนาสมอง

ความเก่งของคนเราจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสมองมากมาย เริ่มจากการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาฝึกฝน สมองได้ถูกกระตุ้นและทำงาน เกิดการเชื่อมโยง ซึ่งความเก่งหรือความสามารถของคนเรา ความจริงแล้วไม่มีการใช้ทฤษฎีอันใดอันหนึ่ง แต่ใช้หลายทฤษฎีร่วมกันหมด กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนคนหนึ่งคนเก่งได้มีหลายทฤษฎี คือ

สมองเติบโตขึ้น ลูกจะคิดเรียนรู้ได้ซับซ้อนมากขึ้น

เมื่อสมองส่วนหน้าของลูกโตขึ้นลูกจึงคดและทำได้มากขึ้น และคิดได้ซับซ้อนขึ้นด้วย ดังนั้นสิ่งยากๆ ที่พยายามจะหัดให้ลูกเป็นก่อนวัย ลูกจึงอาจทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี เพราะสมองส่วนนี้เมื่อตอนลูกเล็กเพิ่งพัฒนา จึงทำงานได้ไม่เก่งเท่าที่ควร แต่เมื่อสมองพัฒนาเติบโตขึ้น ลูกทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มทำได้ดีขึ้น พอสมองเรียนรู้ได้มากขึ้น ฝึกมากขึ้น ก็ทำให้ลูกเก่งขึ้นเอง

สมองเกิดการเชื่อมโยงกันมากขึ้น

เมื่อลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะยังทำได้ไม่คล่อง การเรียนรู้ที่ทำให้สมองเชื่อมโยง เมื่อฝึกฝนจนคล่อง สมองส่วนหน้าสุดกับสมองทางด้านหลังจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น สมองมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ใช้ในการทำสิ่งนั้นๆ เนื่องจากในวัยเด็กสมองส่วนหน้าและส่วนหลังของคนเราจะยังไม่เชื่อมโยงกันมากนัก ต่างคนต่างทำงาน แต่เมื่อเราฝึกฝนบ่อยๆ เรียนรู้อะไรแล้วฝึกจนคล่อง สมองจะเกิดการปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน คือ มีเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันจากข้างหน้ามาข้างหลังในหลายๆ บริเวณ (Interactive Specialization) เกิดการเชื่อมดยงกันจนเป็นเครือข่าย โดยหากลูกจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เรียนรู้ภาษา เครือข่ายสมองเกี่ยวกับภาษาจะทำงาน แต่ถ้าลูกจะทำกิจกรรมอื่น อีกเครือข่ายหนึ่งก็จะทำงานในสมองคนเรามีหลายเครือข่าย ซึ่งหน้าที่ของพ่อแม่คือ การพยายามกระตุ้นสมองและเครือข่ายสมองเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในสมองของลูก

ฝึกฝนทำซ้ำ พัฒนาทักษะสมอง

เรื่องหานึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การฝึกทักษะให้เชี่ยวชาญด้วยการทำซ้ำหรือทำบ่อยๆ เพราะในครั้งแรกที่เราทำสิ่งใหม่จะยังทำไม่ค่อยได้ไม่เชี่ยวชาญ หรือรู้สึกสิ่งที่เริ่มใหม่ยากไปหมด เช่น ถ้าจะเล่นดนตรีด้วยเพลงใหม่ จะรู้สึกว่าเพลงนี้ต้องวางนิ้วอย่างไร จังหวะอย่างไร ดูยากไปหมด เมื่อครูสอนครั้งแรกลูกอาจยังทำได้ไม่ดี ในสถานการณ์ใหม่หรือเมื่อคนเราต้องเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ สมองส่วนหน้าสุดที่ทำหน้าที่เป็นเจ้านายใหญ่ของสมองจะเข้าไปช่วยสั่งการว่าจะต้องใช้สมองบริเวณไหนบ้างในการทำสิ่งใหม่นั้น เมื่อลูกฝึกฝนจนทำได้เก่ง นั่นเกิดจากการที่เขามีวงจรประสาททีเข้มแข็งในการทำสิ่งนั้นๆ แล้ว สมองส่วนหน้าสุดก็จะมีบทบาทน้อยลง แต่เมื่อไดที่เราเรียนรู้สิ่งใหม่หรือเจอปัญหาอุปสรรคสมองส่วนหน้าสุดจะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่คาดคิดจนทำให้งานสำเร็จได้

ดังนั้นสมองส่วนหน้าจึงมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ช่วยให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีส่วนจำเป็นมากในการบริหารจัดการ สั่งการให้สมองหลายๆ ส่วนทำงานร่วมกันเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่นั้น พูดง่ายๆ คือเป็นเจ้านายใหญ่คอยช่วยบริหารจัดการให้งานสำเร็จ พอได้ฝึกฝนทักษะใหม่ๆ นั้นบ่อยๆ ทำซ้ำๆ จนเก่งสมองส่วนหน้าก็จะไปรอทำหน้าที่ใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต่อไป การฝึกฝนเด็กให้พัฒนาสมองส่วนหน้าสุดจึงต้องเพิ่มความยากของกิจกรรมให้ท้าทายมากขึ้น

ตัวอย่างเช่นการเรียนภาษา เด็กที่ใช้สองภาษามาตั้งแต่เกิด เกิดมาพ่อแม่ก็พูดสองภาษากับเขาเลยโดยที่ไม่ได้ไปกดดัน บังคับ แต่เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งครอบครัวแบบนี้มีเยอะมากขึ้นทุกวัน ซึ่งมีผลวิจัยพบว่า เด็กที่ใช้สองภาษา สมองส่วนหน้าและส่วนหลังจะมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่โตขึ้นมาแบบใช้ภาษาเดียว โดยสมองส่วนฟรอนทัลโลบทางด้านหน้าจะเชื่อมโยงกับสมองส่วนที่อยู่ทางด้านหลัง เช่น พาไรทัลโลบ เทมโพรัลโลบ มากขึ้นอย่างชัดเจน และทำงานพร้อมเพรียงกันอย่างมากเมื่อเด็กใช้สองภาษา แสดงให้เห็นว่าฟรอนทัลโลบนี้ช่วยบริหารจัดการให้สมองที่อยู่ข้างหลังในส่วนอื่นๆ ที่ใช้ในการฟัง การพูด ได้ทำงานเชื่อมโยงกันจนกระทั่งลูกมีความสามารถในการใช้สองภาษาสลับกันไปมาได้ นี่จึงเป็นข้อดีของการใช้ดนตรีหรือใช้ภาษาในการฝึกฝนสมองส่วนหน้า ดังนั้นเมื่อลูกเรียนรู้สิ่งใหม่แล้วมันยาก แล้วเราพยายามให้ลูกได้ฝึกทำซ้ำๆ จะเป็นการฝึกให้สมองส่วนหน้าเข้ามาช่วยเรียนรู้สิ่งใหม่ พอใช้งานบ่อยก็จะช่วยจัดการสมองให้ลูกมีความสามารถทีละน้อยในด้านนั้น จากนั้นขั้นตอนต่อไปคือ การต้องเพิ่มความยากหรือเพิ่มทักษะให้เก่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาเก่งและเชี่ยวชาญมากขึ้นในแต่ละเรื่อง

สรุปก็คือ ในเรื่องของความสามารถหรือความเก่งของคนเราจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้หลายทฤษฎีร่วมกัน รวมถึงการที่พ่อแม่ให้ลูกได้มีโอกาสใช้สองภาษาตั้งแต่ยังเล็ก สมองลูกจะเปลี่ยนและพัฒนาได้เต็มศักยภาพ สามารถเรียนรู้สลับการำงานได้ไปมาอย่างดี เวลาเขาพูดภาษาหนึ่ง หันไปหาอีกคนต้องพูดอีกภาษาหนึ่ง สมองของลูกจะทำงานตลอดเวลา จึงได้เปรียบกว่าคนที่พูดได้ภาษาเดียว การใช้สองภาษารวมถึงภาษาพื้นบ้านหรือภาษาถิ่นอะไรก็ได้ พูดภาษากลางบ้าง ภาษาถิ่นบ้าง สมองลูกก็จะได้ทำงานสลับกันไปมาได้ หรืออาจจะเพิ่มอีกหลายภาษาก็ได้ เพราะสมองเด็กจะเรียนรู้ได้มากว่านี้ เพียงแต่การให้ลูกรู้จักหลายภาษา เขาอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะพูดแต่ละภาษาได้ เพราะสมองต้องทำงานมากกว่าคนอื่น ต้องแยกแยะเยอะกว่า แต่เมื่อไรที่สอนจนลูกพูดได้แล้ว เขาก็จะไปได้เร็ว ดังนั้นหากพ่อแม่บางท่านรู้สึกว่าสอนอะไรแล้วลูกยังทำไม่ได้ ยังพูดไม่ได้ ควรรอเวลาอย่ายกเลิกกลางคัน รอเวลาให้ลูกสะสมความรู้ไว้ในสมองก่อน แล้ววันหนึ่งเขาจะแสดงออกมาได้ แถมยังทำได้อย่างดีจนคุณพ่อคุณแม่นึกไม่ถึงเลยทีเดียว