พัฒนาการเด็ก เก่งภาษา เก่งดนตรี

พัฒนาการเด็กจะเก่งขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน เริ่มมาจากสมองในวัยเด็ก ในช่วงที่ลูกยังอยู่ในวัยทารกหรือเด็กเล็ก คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นพัฒนาประสาทสัมผัสแต่ละด้านให้ลูกน้อยก่อน เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนการรับรู้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวกำลังพัฒนาอย่างมากซึ่งจะเกี่ยวกับการพัฒนาสมองในด้านต่างๆ เช่น การที่เด็กจะรู้ภาษาได้ดีแค่ไหน เขาจะต้องมีสมองส่วนการฟังที่แยกแยะเสียงต่างๆ ได้ดี เช่น ลูกวัยแรกเกิดถึง 6 เดือนจะสามารถแยกแยะภาษาได้ทุกภาษา ไม่ใช่เฉพาะภาษาแม่เท่านั้น โดยหูของเขาสามารถแยกเสียงภาษาอังกฤษของตัวอักษร R และ L ว่ามีความแตกต่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติไหน แยกได้เหมือนกันหมด เด็กทุกคนจึงมีความสามารถเรียนรู้ได้ทุกภาษา แต่เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ความสามารถของสมองส่วนการฟังที่ทำหน้าที่แยกแยะเสียงของภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ที่เขาได้ยินทุกวันจะค่อยๆ เลือนหายไป คงเหลือแต่ความสามารถในการแยกแยะเสียงของภาษาแม่ที่เขาได้ยินทุกวัน ซึ่งจะพัฒนาการใช้ภาษาแม่ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามวัยที่โตขึ้น

เพราะฉะนั้นหากพ่อแม่ให้ลูกน้อยได้ยินหลายภาษาตั้งแต่เด็ก เช่น คุณแม่พูดภาษาหนึ่ง คุณพ่อพูดอีกภาษาหนึ่งตามธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกน้อยยังคงมีเซลล์ประสาทส่วนการฟังที่สามารถแยกเสียงของภาษาเหล่านั้นไว้ ลูกก็จะสามารถเข้าใจสองภาษาเหล่านั้นไว้ ลูกก็จะสามารถเข้าใจสองภาษาได้ตั้งแต่เล็กๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

แต่หากเราหยุดพูดหยุดคุยอีกภาษาเมื่อไร เซลล์ประสาทที่ไม่มีข้อมูลภาษานั้นเพราะไม่ได้ยินได้ฟังนานวันเข้าก็จะทำงานลดลงและค่อยๆ หดหายไป

การพัฒนาด้านภาษาของลูก สิ่งสำคัญคือการเริ่มจากประสาทสัมผัส การรับรู้ เชื่อมโยงไปสู่ส่วนอื่นๆ ดังนั้นการพูดคุยสื่อสารกับลูกเล็กจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะข้อมูลที่ได้ยินจะนำมารวมกับภาพที่เห็นเกิดเป็นความเข้าใจความหมายในสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกายของลูก เขาจะเก็บคลังคำศัพท์ไว้มากมาย และเมื่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดของลูกพร้อมที่จะทำงาน เขาจะเริ่มทดลองออกเสียงโยงกับเสียงที่เคยรู้จักหรือได้ยิน จนทำให้ลูกออกเสียงเป็นภาษาได้ในวันหนึ่ง สังเกตว่าตอนลูกไม่พูด เขาจะฟังพ่อแม่ ไม่โต้ตอบกลับ แต่วันหนึ่งเขากลับออกเสียงหรือพูดคำที่พ่อแม่เคยบอกไว้ตั้งนานได้ จนรู้สึกแปลกใจกันทุกคน

ในด้านความสามารถด้านดนตรี ต้องเริ่มจากการเล่นดนตรี ลูกต้องใช้การฟัง ประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว นิ้วมือกด ตาต้องมองอ่านโน้ต และหูแยกแยะเสียงดนตรี ต้องใช้สมองและประสาทสัมผัสหลายส่วนมาก การเล่นดนตรีเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถปรับสมองมนุษย์เราให้มีประสิทธิภาพได้มาก เพราะดนตรีทำให้คนเราต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างพร้อมๆ กัน นอกจากนี้การเล่นดนตรีแต่ละชนิดก็ส่งผลต่อการใช้มือสองข้างทำหน้าที่ซับซ้อนต่างกัน นิ้วมือซ้ายต้องกดสายไวโอลินที่ตำแหน่งต่างๆ เพือให้ได้เสียงของตัวโน้ตที่ต่างกัน แต่นิ้วมือข้างขวาจะทำงานน้อยกว่ามากเพราะใช้เพียงจับคันชักไว้ให้มั่น สมองของนักไวโอลินจึงทำงานแตกต่างกับนักเปียโนที่ต้องใช้ทั้งสองมือ และแยกการกด แต่เมื่อเล่นเปียโนจะต้องใช้นิ้วมือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน ดังนั้นสมองส่วนมอร์เตอร์คอร์เท็กซ์บริเวณที่ควบคุมนิ้วมือข้างซ้ายของคนที่เล่นไวโอลินจะมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณที่ควบคุมนิ้วมือข้างขวา แต่ในนักเปียโนเรื่องการแยกแยะเสียง นักไวโอลินจะมีสมองส่วนการแยกแยะเสียงที่มีประสิทธิภาพมากกว่านักเปียโน ดังนั้นเด็กจะฝึกใช้หรือเล่นดนตรีอะไรก็จะมีผลต่อการพัฒนาสมองทั้งสิ้น

ในการที่เด็กจะเก่งดนตรี เด็กจะต้องมีพื้นฐานหรือทักษะต่างๆ ที่ละเอียดและซับซ้อนมาก เช่น เด็กต้องมีทักษะการฟังที่ละเอียด เขาต้องแยกเสียงได้ ไม่ใช่เฉพาะเครื่องที่ตัวเองเล่น แต่ต้องแยกแยะและฟังเครื่องที่เพื่อนเล่นเมื่อเล่นรวมวง นอกจากนี้เสียงโน้ตตัวเดียวของเปียโนกับของไวโอลินก็เป็นคนละเสียงกัน โดยเฉพาะคนที่เป็นคอนดักเตอร์หรือผู้ควบคุมวง เขาจะต้องแยกเสียงเครื่องดนตรีเป็นสิบชนิด แม้ทุกเครื่องดนตรีจะเล่นพร้อมกัน แต่คอนดักเตอร์สามารถแยกแยะได้ว่าเครื่องดนตรีชิ้นใดที่ใครกำลังเล่นมีเสียงเพี้ยน ซึ่งความสามารถด้านการแยกเสียงที่ซับซ้อนนี้ไม่ได้มีมาแต่เกิด จะต้องผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก

ดังนั้นการให้เด็กได้ฟังเพลงที่ละเอียดเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นทำงานร่วมกัน เช่น เพลงคลาสสิกที่เล่นโดยวงออร์เคสตราวงใหญ่ ระบบการฟังของเด็กจะได้ฝึกใช้งานอย่างมากในการแยกแยะเสียง ดังนั้นคุณภาพของดนตรีมีความสำคัญต่อการสร้างสมองของลูกน้อยและนอกจากการฟังแล้ว หากเด็กได้ลงมือเล่นเครื่องดนตรีด้วย เขาจะต้องประสานการทำงานของมือและตาให้สัมพันธ์กันซึ่งเวลาเราใช้ประสานการทำงานของมือและตาให้สัมพันธ์กันซึ่งเวลาเราใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างร่วมกัน เช่น ใช้ทั้งการฟัง การมอง การสัมผัส การเคลื่อนไหวร่วมกัน ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองระดับสูงขึ้นไปทำให้สมองของลูกในหลายๆ บริเวณทำงานมากขึ้นและเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลกันมากยิ่งขึน ฉะนั้นการให้ลูกได้ฟังดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายชนิด ได้เล่นดนตรีที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างร่วมกันจึงเป็นการฝึกปฏิบัติสมองที่ดี ตัวอย่างอื่นๆ เช่น หากพ่อแม่จะสอนลูกให้แยกแยะชนิดของนกถ้าเราเอาภาพนกให้ลูกดูเฉยๆ และชี้ถามลูกว่านี่คือนกอะไร ลูกจะจำไม่ได้ดีเท่ากับได้เห็นนกจริงๆ ได้ยินเสียงนกชนิดนั้นร้องด้วยเห็นการเคลื่อนไหว ได้ลองสัมผัส เมื่อลูกได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่าง ลูกก็จะจำและเรียนรู้