พัฒนาการของเด็ก เริ่มพัฒนาจากสมอง

สมองคือส่วนสำคัญที่สุดทีช่วยควบคุมความคิด อารมณ์ และการทำงานของมนุษย์เรา ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ความเก่ง ความฉลาด การมีความสามารถ และทักษะต่างๆ ที่เกิดกับลูก ล้วนมาจากการทำงานของสมองทั้งสิ้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรทำความรู้จักและเข้าใจกระบวนการทำงานของสมองและวิธีการเสริมสร้างสมองลูกน้อยให้ถูกต้องตั้งแต่เล็กจนโต เพื่อการพัฒนาสมองสู่ความสามารถที่ดีในอนาคต

พัฒนาศักยภาพสมอง สร้างความสามารถของลูก

ความสามารถความเก่งของเรานั้นมีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 2 อย่างคือ

  • เก่งและมีความสามารถเพราะสมองดีมาตั้งแต่อยู่ในท้อง สมองดีตั้งแต่เกิดคือ เป็นคนที่มีสมองบางส่วนทำงานอย่างมีคุณภาพจนทำให้คนนั้นเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง สาเหตุนั้นคือ ฟ้าสร้างมาให้ หรือเป็นพรสวรรค์ของเด็กที่ติดตัวมาจากพันธุกรรมของพ่อแม่ อีกประการหนึ่งตามทฤษฎีคือ
  • ความสามารถของเราไม่ใช่สิ่งที่มีติดตัวมา เพราะเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับสมองที่เหมือนกัน แต่ความสามารถที่เกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดูหรือฝึกฝน การอบรมสั่งสอน การเปิดโอกาสให้เด็กทำในสิ่งที่ชอบและฝึกฝนจะเชี่ยวชาญ ซึ่งเก่งตามข้อแรก เพียงอย่างเดียวนี้พบน้อยมาก แต่ความสามารถที่เกิดขึ้นกับคนเราจนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากเหตุผลทั้งสองประการร่วมกัน คือ ต้องมีพื้นฐานสมองที่พัฒนาขึ้นมาอย่างดี ไม่มีปัจจัยด้านลบเข้ามาแทรกแซงในขณะที่สมองกำลังพัฒนา ร่วมกับปัจจัยข้อที่ 2 นั่นคือ สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู ที่เอื้อให้สมองของเด็กได้คิด ตัดสินใจ ได้ทดลอง เรียนรู้ และลงมือทำ

ความหมายของพันธุกรรมคือ สิ่งที่พ่อแม่ให้มา ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างสมองลูกตั้งแต่ในท้องจนกระทั่งลูกคลอด ลูกจะมีสมองในขนาดและรูปแบบที่เด็กทุกคนมีเหมือนกัน มีโครงสร้างเดียวกัน โดยเป็นสมองที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะสมองของเด็กเป็นเพียงฮาร์ดแวร์ตัวหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่มีทุกเครื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องลงโปรแกรมและใส่อะไรเข้าไป ซึ่งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ พันธุกรรมก็จะสร้างยีน โปรตีน ที่เอาไปใช้ในการสร้างเซลล์ประสาท เช่น การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาท การแต่แขนงกิ่งประสาทให้เชื่อมโยงกันแบบง่ายๆ แต่สมองของลูกตอนนั้นก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์เปล่าๆ ที่ยังไม่มีระบบปฏิบัติการ หรือซอฟต์แวร์อะไรมากนัก สมองต้องการข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมป้อนเข้าไปเพื่อนำไปสร้างซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมที่เด็กเติบโต ดังนั้นสมองเด็กจะเติบโตขึ้นไปเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์การเรียนรู้ในวัยเยาว์นี้เอง

เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี พัฒนาสมองดีตาม

เมื่อลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่ลูกได้รับ ทั้งจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ค่อยๆ พัฒนาสมองของลูกให้มีความสามารถต่างกัน อธิบายง่ายๆ คือ เด็กทุกคนจะมีศักยภาพสมองที่เริ่มต้นเหมือนกัน ดังนั้นทุกคนจึงเป็นอัจฉริยะได้เหมือนกันหมด แต่ความแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างทางของการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง เช่น ถูกทอดทิ้งไม่มีใครเหลียวแล ขาดสารอาหาร ขาดความอบอุ่น ไม่มีคนพูดคุยด้วย หรือร้ายยิ่งกว่านั้นคือถูกทารุณกรรม ถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฯลฯ สมองซึ่งเปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ตัวนนี้ก็จะมีอุปสรรคต่อการพัฒนาไปตามที่ควรจะเป็น สมองที่เจอแต่ความเครียดเรื้อรัง เด็กจะมีแต่ความกลัว ความวิตกกังวล ความจำไม่ดี สมาธิสั้น ไม่สามารถคิดอะไรที่ซับซ้อนได้ แต่หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง ให้ความอบอุ่น ให้ความรัก มีพ่อม่พูดคุย คอยสอน ชวนอ่านนิทานให้ฟัง ชวนลูกเล่นเรียนรู้ พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ทดลองทำในสิ่งที่เด็กสนใจ พาลูกออกไปเรียนรู้สิ่งแวดล้อมภายนอก สมองของเด็กคนนั้นก็จะค่อยๆ พัฒนาจนเป็นดั่งคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ มีความจำและการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากตามไปด้วย

สมองลูกพัฒนาการตามวัย

สมองของเด็กที่เกิดมาไม่ได้ทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่ในทันที แต่สมองจะมีการสร้าง มีการเจริญเติบโต และพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วมากในช่วงตั้งแต่ลูกน้อยหลังคลอดไปจนถึงวัย 5-6 ขวบ สมองส่วนที่รับรู้สิ่งรอบตัวจะพัฒนาเป็นลำดับแรก เช่น ประสาทสัมผัสที่ผิวกาย การได้ยิน การมอง การฟัง การรับรส การรับกลิ่น การเคลื่อนไหว และการทรงตัว โดยสมองส่วนการมองเห็นจะพัฒนาอย่างมากในช่วงหลังคลอดจะถึง 6 เดือนแรก เมื่อลูกน้อยอายุ 3-6 เดือน เขาจะมองเห็นดีขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเท่าผู้ใหญ่ตอนอายุ 1 ขวบ โดยเซลล์รับภาพที่จอประสาทตาจะรับข้อมูลจากตาของลูกส่งผ่านเข้าไปในสมองส่วนการควบคุมการมองเห็นเพื่อแปลความหมายออกมาเป็นภาพต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสียงพูดคุยกับลูกในระยะใกล้ๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกสนใจจ้องมองใบหน้า ริมฝีปากที่ขยับส่งเสียงของคุณแม่ ชี้ชวนให้ลูกมองดูสิ่งของที่มีสีสันสดใส เด็กจะจ้องมองดูสิ่งต่างๆ ที่สนใจได้ชั่วครู่ เมื่อเด็กโตขึ้นจะจ้องมองได้นานขึ้นตามวัย เป็นการฝึกให้เด็กมีความสนใจจะจ่อกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบกายได้นานขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เหมาะในการใช้ฝึกการมองของเด็ก เช่น ใบหน้าคน หนังสือนิทาน ตุ๊กตาของเล่น สัตว์เลี้ยง ควรเป็นสิ่งที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเด็กได้ มิใช่การใช้ทีวี เกม มาช่วยให้เด็กอยู่นิ่งๆ เพราะจะยิ่งกลายเป็นการทำร้ายให้เด็กมีสมาธิสั้นได้

ส่วนสมองด้านการได้ยินจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ คือ ลูกเริ่มได้ยินบ้างแล้วตั้งแต่อยู่ในท้องคุณแม่ แต่การได้ยินยังมีความจำกัดเพราะมีผนังหน้าท้องคุณแม่กั้นเสียงเอาไว้ เมื่อลูกคลอดออกมา ระบบประสาทการฟังจะเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวัย 1-2 ขวบ เด็กจะนำคำศัพท์ที่เคยได้ยินได้ฟังมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาภาษาต่อไป การเลี้ยงดูตั้งแต่แรกเกิด คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ฟังเสียงภาษาต่างๆ ที่หลากหลายได้ฟังเสียงคนพูดคุยเสียงเล่านิทาน เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีที่มีความละเอียดซับซ้อน เช่น ดนตรีคลาสสิกที่ใช้เครื่องดนตรีหลายชนิดจะเป็นการฝึกให้วงจรประสาทการฟังได้แยกแยะข้อมูลเสียงที่มีความละเอียด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ภาษาและดนตรีต่อไป

วัยเด็กเล็กเป็นวัยที่ประสามสัมผัสและประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวมีการพัฒนาอย่างมากเพื่อรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบกาย คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ประสานสัมผัส เช่น การมอง การฟัง การรับรส การดมกลิ่น การรับสัมผัสที่ผิวกายผ่านการลงมือทำจริง ลูกที่จะได้ฝึกบูรณาการประสาทสัมผัสเข้ากับระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวให้ทำงานสอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้ดี และเก็บความจำไว้เพื่อที่จะโยงเป็นความจำที่นำมาใช้งานต่อไปได้เมื่อโตขึ้น

พัฒนาสมองส่วนหน้าซึ่งมีความสำคัญ

การพัฒนาของสมองที่ค่อยๆ เริ่มต้นตั้งแต่เด็ก สมองจะค่อยๆ ทำงานเชื่อมโยงต่อกัน และสมองส่วนที่มีบทบาทสำคัญมากคือ สมองส่วนหน้าสุด (Prefrontal Cortex) ซึ่งจะทำหน้าที่รับข้อมูลจากประสาทสัมผัสชนิดต่างๆ เข้ามาบูรณาการให้เกิดการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อสมองส่วนการพูดของเด็ก 1-2 ขวบปีแรก เริ่มพัฒนาเรื่องการใช้ภาษา การพูด การฟัง เพื่อรับรู้สิ่งต่างๆ เมื่อสมองส่วนนี้พัฒนาเสร็จกระบวนการต่อไปคือ ข้อมูลทั้งหลายที่เด็กเห็นจะถูกนำมาแยกแยะว่ามีความหมายอย่างไร เช่น เด็กดูภาพและเห็นเป็นภาพสี ขาวดำ เส้นตั้ง เส้นนอน รูปทรง ขนาดต่างๆ สมองจะตีความหมายว่าเป็นภาพอะไร เรียกว่าอย่างไร เมื่อเด็กได้ยินเสียงที่มีความดัง ความเบา ความถี่ต่างๆ จังหวะต่างๆ สมองเด็กจะแปลความหมายว่าคือเสียงอะไร เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี เสียงของสัตว์ ฯลฯ และมีความหมายอย่างไร เมื่อสมองส่วนเหล่านี้พัฒนาจนเกิดการเรียนรู้ ข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งเข้าไปในสมองส่วนหน้าสุดที่อยู่ตรงหน้าผากของเรา เป็นบริเวณที่จะนำข้อมูลที่รับเข้ามาจากประสาทสัมผัสทั้งหลายมาคิดตัดสินใจว่าจะตอบสนองออกไปอย่างไร สมองส่วนหน้าสุดนี้จะพัฒนาช้กว่าสมองส่วนทางด้านหลังที่ทำหน้าที่รับความรู้สึก โดยสมองส่วนหน้าสุดจะพัฒนาเต็มที่เมื่อเราเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

สมองส่วนหน้าสุดเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะนอกจากจะทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ คิดเป็นเหตุเป็นผลแล้ว ยังทำงานเชื่อมโยงกับสมองส่วนทางด้านหลัง (Parietal Love) เครือข่ายที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างสมองส่วนหน้าและสมองส่วนหลังจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้น การเชื่อมโยงนี้มีหน้าที่สำคัญคือ ช่วยให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ซึ่งการมีสมาธิเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ ทำให้สามารถนำข้อมูลที่จำไว้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อต้องการ

อธิบาย คือ เมื่อยังเป็นเด็กทารกสมองของเด็กจะค่อยๆ พัฒนาทีละระบบเพื่อให้แต่ละวงจรประสาทแต่ละส่วนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขึ้นต่อมาคือการบูรณาการประสาทสัมผัสต่างๆ เข้ากับการเคลื่อนไหว ดังนั้นเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้ช้ประสาทสัมผัส หลายอย่างร่วมกันในการเรียนรู้ เช่น เมื่อลูกมองเห็นได้ดี ได้ยินชัดเจน พ่อแม่เริ่มชี้รูปภาพและถามว่านี่เรียกว่าอะไร มีรูปร่างอย่างไร ใช้ทำอะไร สมองก็จะเกิดการเชื่อมโยงระหว่างการได้ยินกับภาพ เก็บเป็นความจำเกี่ยวกับคำศัพท์ที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่ เช่น เมื่อเจอไก่ขันบอกเด็กว่า นี่เรียกว่าไก่นะ ไก่ร้องอย่างไร พอเจอไก่อีก เราะจะสอนว่า ไก่ออกลูกเป็นไข่ ไก่กินอะไรเป็นอาหาร ฯลฯ ลูกก็จะโยงความรู้ออกไปได้ ฉะนั้นความรู้ใหม่ๆ ต้องอาศัยข้อมูลใหม่ที่เชื่อมโยงเพิ่มเติมบนความรู้เดิมแล้วเกิดการบูรณาการโดยสมองส่วนหน้าที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง คิดวางแผน คิดว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ต้องทำอะไรตามลำดับอย่างไร ต้องแก้ปัญหาอย่างไร ควบคุมอารมณ์ ควบคุมพฤติกรรม เพื่อกำกัลตนเองไปสู่เป้าหมาย