ไวรัสตับอักเสบบี ดูแลตัวเองอย่างไร

ในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ ส่งผลให้คนจำนวนมากเสียชีวิตก่อยวัยอันควร ในช่วงก่อนที่จะมีการรณรงค์การฉีดวัคซีนป้องกัน พบผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมากถึงร้อยละ 8.2 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีสำหรับทารกแรกเกิดทุกคนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งครอบคลุมทารกแรกเกิดถึง 98% ทำให้ในปัจจุบันความชุกของโรคลดเหลือร้อยละ 4

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ สัมผัสสารคัดหลั่งโดยมีบาดแผลที่ผิวหนัง ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน รับเลือดและสารประกอบของเลือด และการติดต่อที่สำคัญที่สุดซึ่งส่งผลให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังคือจากมารดาสู่ทารกในระยะคลอด ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

สำหรับผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2534 และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามที่ระบุไว้ข้างต้นควรมารับการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักไม่มีอาการแสดง การตรวจวินิจฉัยโรคมักเกิดจากความบังเอิญจากการคัดกรองสุขภาพในบุคคลทั่วไป หญิงตั้งครรภ์ ผู้บริจากโลหิต หรืออาจพบในระยะท้ายซึ่งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว

การปฏิบัติตัวเมื่อตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี

ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินระยะของโรค และวางแผนการรักษา

ลดโอกาสส่งต่อโรคสู่ผู้อื่นโดยการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ งดบริจาคเลือด งดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

นอกจากนี้ขอแนะนำให้ผู้ป่วยตับอักเสบบีเรื้อรังที่มีภาวะต่อไปนี้ เข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์ และ serum alpha fetoprotein ทุก 6-12 เดือน ได้แก่ ผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี ผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งและผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี