เอ็นกล้ามเนื้อเท้าอักเสบ

เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ เกิดขึ้นได้เมื่อคุณใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เนื่องจากเอ็นกล้ามเนื้อเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อและกระดูก เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวมากเกินไปหรือหดตัวช้าๆ จะทำให้มีแรงดึงต่อเอ็นกล้ามเนื้อจนเกิดการฉีกขาดเล็กๆ ได้ ในช่วงแรกมักจะเกิดอาการปวดและบวมบริเวณเอ็นกล้ามเนื้อ โดยอาการจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่หากกลับมาใช้งานกล้ามเนื้อนั้นๆ เร็วเกินไป โดยที่เอ็นกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอหลังการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ แรงดึงจากกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและซ้ำๆ นี้จะทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อซ้ำ และฉีกขาดมากขึ้นได้ สุดท้ายก็จะพัฒนาเป็นภาวะเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งจะพบภาวะปวดและบวมเกิดขึ้น อาจเป็นสาเหตุในการจำกัดกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้

เอ็นกล้ามเนื้อเท้าที่พบบ่อย

สาเหตุของอาการจะขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานต่างๆ ของเท้า โดยสามารถพบได้ทั้งสี่ด้านของเท้า ในช่วงแรกหลังการบาดเจ็บใหม่ๆ อาการปวดและบวมมักจะเกิดหลังจากการใช้งานต่างๆ ของเท้า เช่น ยืน เดินมาก ออกกำลังกาย หรือวิ่งแต่เมื่อเอ็นกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบมากขึ้น การยืนหรือเดินปกติก็สามรถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดและบวมได้

เอ็นกล้ามเนื้อด้านหลังเท้า เอ็นร้อยหวาย (Achilles tendon) เป็นเอ็นที่เชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อน่องและกระดูกส้นเท้า หากเกิดภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบ อาการปวดมักจะเกิดขึ้นขณะที่เดินในจังหวะส้นเท้าแตะพื้น หรือช่วงที่ยกส้นเท้าขึ้นจากพื้น

เอ็นกล้ามเนื้อด้านในเท้า เอ็นกล้ามเนื้อบิดข้อเท้าเข้าข้างใน (Posterior tibial tendon) เป็นเอ็นที่วางตัวเป็นแนวยาวจากด้านในข้อเท้าจนถึงเท้า หากเอ็นกล้ามเนื้อนี้อักเสบจะส่งผลให้มีอาการปวดขณะเดินในจังหวะถีบปลายเท้าเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า หรือขณะที่ขยับส้นเท้าในทิศซ้าย-ขวา

เอ็นกล้ามเนื้อด้านหน้าเท้า เอ็นกล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าขึ้น (Anterior tibial tendon) เป็นเอ็นที่ช่วยควบคุมจังหวะการวางเท้าลงพื้นขณะเดิน หากเอ็นกล้ามเนื้อนี้อักเสบจะส่งผลให้มีอาการปวดขณะก้าวเท้าลงบันได้ เดิน วิ่ง หรือเดินลงจากทางลาดชัน

เอ็นกล้ามเนื้อด้านนอกเท้า เอ็นกล้ามเนื้อบิดข้อเท้าออกข้างนอก (Peroneal tendon) เป็นเอ็นที่วางตัวเป็นแนวยาวจากด้านนอกข้อเท้าและคล้องไปเกาะที่ใต้เท้าด้านใน หากเอ็นกล้ามเนื้อนี้อักเสบจะส่งผลให้มีอาการปวดขณะยืนหรือในจังหวะถีบปลายเท้าเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าขณะเดิน

เนื่องจากสาเหตุและอาการที่สำคัญของภาวะเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ โดยจะมีการตรวจเท้าและข้อเท้า ร่วมถึงสังเกตลักษณะของภาวะเอ็นอักเสบ คือ ปวด บวม แดง ร้อน นอกจากนี้การตรวจมุมการเคลื่อนไหวของข้อเท้าก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันอาการได้ ในบางรายที่มีประวัติอุบัติเหตุชัดเจนอาจได้รับการทำเอกซเรย์ข้อเท้าและเท้าเพื่อตรวจการหักของกระดูก ในรายที่ต้องการระบุตำแหน่งของเอ็นอักเสบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็สามารถทำการตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ได้

การรักษากล้ามเนื้อเท้าอักเสบ

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือการลดภาวะอักเสบ โดยอาจใช้ความเย็น รับประทานยาลดปวดลดอักเสบ และจำกัดการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยลดอาการปวดและบวมได้ การกลับไปใช้งานเท้าหรือกิจกรรมที่หนักกว่าปกติเร็วเกินไปจะทำให้เกิดภาวะเอ็นอักเสบซ้ำได้

ใช้ความเย็นและความร้อน น้ำแข็งหรือความเย็นสามารถช่วยป้องกันการบวมและลดอาการปวดได้ โดยสามารถประคบน้ำแข็งหรือแผ่นเย็นบนตำแหน่งที่ปวดประมาณ 10-15 นาที และควรประคบเย็นซ้ำๆ ในช่วงหลังบาดเจ็บใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นช่วงหลังบาดเจ็บและเกิดอาการบวมขึ้นแล้วแต่ไม่ยุบลง สามารถประคบร้อนเพื่อลดอาการบวมได้ โดยวางแผ่นร้อนหรือผ้าร้อนบริเวณที่บวมประมาณ 20-30 นาที และทำซ้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน

ใช้ยา สามารถรับประทานยาเพื่อลดปวดและอักเสบได้ เช่น แอสไพริน ยาลดปวด หรือยาต้านการอักเสบ หากรายทีบาดเจ็บมากหรือปวดมาก อาจได้รับการฉีดยาเพื่อลดปวดโดยตรง

การจำกัดกิจกรรม การพักหรือหยุดกิจกรรมหนักๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ภาวะเอ็นอักเสบฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น หลังเกิดการบาดเจ็บใหม่ๆ ควรลดการลงน้ำหนักที่เท้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หลังจากนั้นเมื่ออาการดีขึ้น จึงค่อยๆ กลับมาใช้งานตามปกติได้ ยกเว้นรายที่มีกิจกรรมหนักๆ เช่น วิ่ง กระโดด หรือเต้นแอโรบิก ควรจะเปลี่ยนไปออกกำลังกายชนิดอื่นแทน เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

วิธีการป้องกัน

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ คือการระวังไม่ใช้งานเท้าหรือข้อเท้ามากจนเกินไป รวมทั้งการยืดกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าและเท้าก่อนออกกำลังกายก็ช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ นอกจากนี้การเลือกรองเท้าและชนิดการออกกำลังกายที่เหมาะสมสามารถช่วยลดแรงกดหรือแรงกระแทกต่อเท้า และข้อเท้าในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นได้เช่นกัน

การสวมใส่รองเท้า ควรเลือกชนิดของรองเท้าให้เหมาะสมกับกิจกรรมหรือการออกกำลังกายแต่ละชนิด โดยพิจารณาจากการเลือกพื้นรองเท้าให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรมเพื่อให้รองรับเท้าและแรงกระแทกที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แผ่นรองเท้ายังควรมีความนูนด้านในรองเท้าเพื่อช่วยรองรับฝ่าเท้าได้ดีขึ้น ในกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวมากและหลายทิศทางรองเท้าที่หุ้มขึ้นมาถึงข้อเท้าก็สามารถช่วยลดโอกาสบาดเจ็บได้

การออกกำลังกาย พยายามเลือกการออกกำลังกายที่หลากหลาย หรือเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายไปมา เพื่อให้กลุ่มกล้ามเนื้อได้สับเปลี่ยนการทำงานกัน ป้องกันการทำงานซ้ำๆ หรือมากเกินไปจนบาดเจ็บ