การรักษานิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันดังนี้

กลุ่มที่ 1 มีนิ่วในถุงน้ำดี แต่ยังไม่มีอาการอะไรเลย ภาษาหมอเรียกว่า Incidental Gallstones กลุ่มนี้ตามหลักการแพทย์มาตรฐานสากลมีอยู่ว่า ให้อยู่เฉยๆ อย่าไปยุ่ง เพราะความเสี่ยงที่คนเป็นนิ่วโดยไม่มีอาการจะเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลังนั้นมีน้อยมาก จนไม่คุ้มกับความเสี่ยงในการผ่าตัดซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

กลุ่มที่ 2 มีนิ่วในถุงน้ำดี ร่วมกับมีอาการของนิ่ว หมายถึง มีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวาอย่างแรงแบบผีบิดใส้ (Biliary Cohlic) กลุ่มนี้ภาษาหมอจะเรียกว่าเป็น Uncomplicated Gallstone disease ต้องผ่าตัดเอานิ่วออกแน่นอน เพราะหากใครได้เจอสักหนึ่งครั้งก็ไม่อยากจะเจออีกเลย เพราะมันปวดมาก เหงื่อแตกเหงื่อแตน และปวดนานร่วมครึ่งชั่วโมง แถมต่อไปจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ อย่างมีนัยสำคัญ การผ่าตัดจึงเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนไปด้วยในตัว

กลุ่มที่ 3 มีนิ่ว ร่วมกับมีอาการไม่เจาะจง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย กลุ่มนี้หมอบางท่านอาจจะจับคนไข้ผ่าตัด บางท่านอาจจะไม่ผ่าตัดเพราะถือว่าอาการแบบนั้นไม่ใช่อาการของนิ่ว ผ่าไปก็อาจไม่ช่วยอะไรเพราะอาการไม่หาย

มีนิ่วในถุงน้ำดีเสี่ยงมะเร็งจริงหรือไม่

หากถามว่าผู้ป่วยเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมีโอกาสเป็นมะเร็งกี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบคือหากวัดจากผู้ที่เป็นโรคมะเร็งถุงน้ำดีไปเรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 70-90 เป็นนิ่วอยู่ก่อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งถุงน้ำดีที่เกิดกับประชากรโดยรวมมันต่ำมาก

เมื่อคิดแล้วความเสี่ยงที่คนมีนิ่วในถุงน้ำดีหนึ่งคนจะมีโอกาสเป็นมะเร็งถุงน้ำดี จึงมีเพียงประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต่ำกว่าความเสี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด (2.6 เปอร์เซ็นต์หากผ่าด้วยวิธีส่องกล้อง)

มาตรฐานปัจจุบันจึงไม่จับคนไข้ที่มีนิ่วแต่ไม่มีอาการอะไรมาผ่าตัดเพื่อป้องกันมะเร็ง เพราะความเสี่ยงมันมากกว่าประโยชน์ที่จะได้ยังไงละ