สร้างการเรียนรู้สมองของลูก

การเรียนรู้ของลูกผ่าน 6 ช่องทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำสำหรับพัฒนาลูกในวัยขวบปีแรกของชีวิตคือ การจัดสภาพแวดล้อมบ้านเพื่อให้ลูกได้ใช้ทุก 6 ช่องทางเข้าไปเรียนรู้ และเก็บเป็นฐานข้อมูลให้กับสมองได้อย่างเต็มที่ ควรให้เด็กได้รับการกระตุ้นทางสายตาได้อย่างเหมาะสมตามวัย ได้ยินเสียงที่สามารถทำให้เกิดการสร้างโครงสร้างของภาษาได้ ได้กลิ่นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และแยกแยะได้ ได้ลิ้มรสที่หลากหลายมากขึ้นในวัยที่เหมาะสม ได้รับสัมผัสที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งนุ่มนวล หยาบ หรือแข็ง อย่างเหมาะสมตามวัย ที่สำคัญทำให้ทุกกระบวนการเรียนรู้มีความหมายและนำไปสู่การจดจำอย่างแน่นแฟ้นโดยการทำให้เกิดความสุขในทุกกระบวนการเรียนรู้ ลองมาดูกันว่าช่องทางการรับข้อมูลกับสมองทำงานร่วมกันอย่างไร

ความรู้สึก

สมองมีส่วนที่รับความรู้สึกและควบคุมการเคลื่อนไหวเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ของสมองมีการทำงานที่เป็นการทำงานองส่วนคือ ส่วนที่รับข้อมูล และส่วนที่สั่งการให้โต้ตอบต่อข้อมูลเป็นการเคลื่อนไหว สองส่วนที่เป็นแผนที่ความรู้สึกจะทำหน้าที่รับสัญญาณที่เป็นความรู้สึกจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่นผิวหนัง ปาก จมูก หน้า นิ้วมือ แขน ขา อก ท้อง ขา ในขณะที่แผนที่การเคลื่อนไหวและการทำงานอย่างสัมพันธ์กันกับสมองส่วนความรู้สึกโดยส่งสัญญาณเพื่อบังคับควบคุมสั่งการให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นๆ ซึ่งเซลล์กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับเซลล์ผิวสมองที่รับความรู้สึกที่ทำงานอย่างสอดประสานกันโดยการควบคุมที่สลับด้านคือสมองซีกซ้ายจะควบคุมการรับและส่งข้อมูลของร่างกายด้านขวา สมองซีกขวาจะควบคุมการรับและส่งข้อมูลของร่างกายด้านซ้าย

การมองเห็น

การมองเห็นจะเกิดขึ้นบนผิวสมองที่เรียกว่า วิซวลคอร์เทกซ์ ซึ่งอยู่บริเวณผิวหมองส่วนหลังและบริเวณรับภาพนี้จะมีบริเวณที่กล้างมากเมื่อเทียบกับลูกตาซึ่งเป็นตัวรับสัญญาณเพื่อส่งเป็นข้อมูลให้กับสมองส่วนนี้ การเห็นภาพสำคัญมากสำหรับเด็ก เพราะเป็นที่มาของข้อมูลที่เป็นทุกสรรพสิ่งรอบตัวของเด็ก เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เด็กรับรู้แล้วนำไปประมวลผลเป็นภาพโลกในสมองแทนสิ่งที่เป็นโลกจริงภายนอก ทำให้สมองรู้จักระยะและมิติผ่านสื่อสัมผัสนี้

รับรู้กลิ่น

เรื่องกลิ่นมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง โยปรากฎการณ์ที่เรียกว่ากลิ่นนั้นเกิดจาก การทำปฎิกริยาระหว่างละอองหรือก๊าซที่ลอยเข้มากระทบกับอวัยวะรับกลิ่นในจมูกแล้วแปรเป็นกระแสประสาทส่งต่อไปยังแผนที่สมองส่วนที่รับกลิ่นที่เราเรียกว่า ระบบลิมบิก ซึ่งการรับกลิ่นเป็นระบบทำงานของสมองแรกๆ ของสัตว์ที่ก่อรูปเป็นความรู้สึกถึงความหมายและการมีอยู่ของสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากตัวเอง

สัมผัสต่างๆ ที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง

เป็นสื่อแห่งสัมผัสแบบต่างๆ ที่รับเข้ามาสู่สมอง แล้วฉายไปยังแผนที่สมองส่วนต่างๆ เมื่อผิวสมองถูกกระตุ้นจากสัญญาณเหล่านี้ก็รับไว้ จากนั้นก็เกิดกระบวนการทำงานของสมองที่สื่อความหมายกัน เพื่อให้ความหมายกับการปรากฏของภาพแห่งสัมผัสเหล่านั้นเกิดเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และมีความสัมพันธ์กันของความหมายเหล่านั้น กลายเป็นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่ทำให้เกิดสื่อสัมผัสเหล่านั้น ทำให้มนุษย์เข้าใจ การก่อรูปของการมีอยู่ การรู้ว่ามีอยู่ และ ความหมายของสิ่งที่มีอยู่ ทั้งหมดนี้สมองทำงานสัมพันธ์กันดั่งร่างแหของวงจรสัญญาณ การทำงานของวงจรก็คือ การเรียนรู้ทั้งหลายของสมองมนุษย์ ที่เราเรียกว่า ความรู้ ความจำ การคิด อารมณ์ บุคลิก ความเชื่อ รวมทั้งความเป็นตัวตนของเจ้าของสมองนั่นเอง

การได้ยินเสียง

ข้อมูลภายนอกที่ผ่านจากทางหูจะเป็นข้อมูลเสียงที่ส่งไปยังแผนที่เสียงที่อยู่บนผิวสมองบริเวณขมับส่วนหลังด้านบน ซึ่งการรับเสียงจะต่างจากการรับสัมผัสด้านอื่นๆ เพราะข้อมูลที่ได้รับจะเป็นการสั่นสะเทือนของอากาศที่มากระทบแก้วหูแล้วแปรเป็นกระแสประสาทส่งไปยังสมองทั้งสองข้าง ซึ่งความถี่ของแรงสั่นสะเทือนที่ได้รับจะถูกบันทึกลงในแผนที่เสียงแต่ละส่วนตามระดับความถี่นี้จะมีการพัฒนาปรับตัวดีขึ้น พื้นที่สำหรับแต่ละช่วงความถี่จะกว้างขึ้นและความสามารถในการแยกแยะรับความถี่ต่างๆ ละเอียดขึ้น นอกจากรับความถี่แล้ว ยังจับความละเอียดในการเปลี่ยนแปลงของเสียง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของเสียงนี้ก็คือเวลาหรือจังหวะ ที่เสียงหนึ่งปรากฏขึ้นครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนไปเป็นอีกเสียงหนึ่ง จังหวะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อความหมายเป็นค่ำ หรือภาษา ดังนั้นความสามารถทางภาษาจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการแยกแยะโทนเสียงที่ไล่เรียงกันมาเป็นชุดตามจังหวะเวลาที่ สั้น ยาว ดัง ค่อย ต่างกันเป็นต้น