โรคหอบหืดเฉียบพลัน ภัยร้ายมากับสายฝน

ฤดุฝนนอกจากสายฝนที่เย็นฉ่ำแล้ว สายฝนยังหอบเอาโรคอันตรายมาด้วย หนึ่งในนั้นคือ โรคหอบหืด เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงและความชื้นจะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหอบหืดเฉียบพลัน โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรังที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ตั้งแต่ความไม่สบายตัวเล็กๆ น้อยๆ หายใจไม่สะดวก จนอันตรายถึงแก่ชีวิต

อาการของภาวะจับหืดเฉียบพลัน

หอบหืด เป็นโรคที่ยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ ทำได้ดีที่สุดคือลดความรุนแรงของโรคด้วยการใช้ยาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่มากับโรคหอบหือคือ ภาวะจับหืดเฉียบพลัน (acute asthma attack) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหอบหืดในประเทศไทยประมาณ 1,000 คนต่อปี สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ป่วยซึ่งมีภาวะหอบหืดชนิดเฉียบพลันไม่สามารถดูแลตนเองได้ดีในขณะที่มีอาการ โดยพ่นยาไม่ถูกต้อง พ่นยาช้าหรือเดินทางไปถึงโรงพยาบาลไม่ทัน

โดยปกติหลอดลมของผู้ป่วยโรคหอบหืดจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนทั่วไป เมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น หลอดลมจะหดตัวตีบแคบลงส่งผลให้เกิดอาการหอบหายใจลำบาก จึงมักมีอาการไอในตอนเช้า มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลตอนกลางคืน 2 ใน 3 รายมีโรคภูมิแพ้หูคอจมูกร่วมด้วย แต่ในภาวะจับหืดเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการไอเป็นชุดๆ หายใจลำบากชัดเจน ไม่สามารถพูดเป็นประโยคปกติได้ พูดได้เป็นคำหรือวลีสั้นๆ เท้านั้น มีการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจมากขึ้น ความรู้สึกตัวลดลงซึมลงหรือสับสน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้เนื่องจากสมองและอวัยวะสำคัญขาดออกซิเจน

รับมือกับภาวะจับหืดเฉียบพลัน

เนื่องจากผู้ป่วยไม่อาจรู้ได้ว่าอาการหอบหือแบบเฉียบพลันจะเกิดขึ้นตอนไหน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมโดยวิธีที่ชื่อว่า แผนปฏิบัติการเมื่อมีอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน (asthma action plan) ซึ่งประกอบด้วย อาการที่กำเริบ การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อโรคกำเริบแบบเฉียบพลัน เมื่อไหร่ต้องมาโรงพยาบาล การพ่นยาที่ถูกต้อง ตลอดจนการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น นอกจากนี้ผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วยควรตระหนักถึงความจำเป็นของการพกยาพ่นบรรเทาอาการติดตัวไว้เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากภาวะหอบหือเฉียบพลันในกรณีที่ไปรักษาที่ดรงพยาบาลไม่ทัน

ยาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยหอบหือคือยาแบบพ่นสูด (nebulizer) ข้อดีของยาประเภทนี้คือใช้ง่าย ไม่ต้องอาศัยเทคนิคและใช้ได้เร็วในกรณีฉุกเฉิน โดยตัวยาจะเข้าสู่ตำแหน่งทางเดินหายใจโดยตรงเพื่อลดอาการจับหืด มีผลข้างเคียงน้อย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับอนุภาคของละอองยาที่พ่นออกมาจากเครื่องพ่นยาพร้อมกับปริมาณยาว่ามีประสิทธิภาพในการลดการตกค้างของตัวยาในกระบอกยาได้มากเพียงใด ขนาดอนุภาคของละอองยาที่เหมาะสมกับตำแหน่งบนทางเดินหายใจที่อนุภาคตกเกาะจะอยู่ในช่วง 2-5 ไมครอน คือเล็กพอให้ตัวยาไปตกในส่วนของหลอดลมที่ชื่อว่า หลอดลมบรองไค (Bronchi) และหลอดลมบรองคิโอล (Bronchioles) ได้ จากนั้นยาจะออกฤทธิ์ที่ทางเดินหายใจส่วนล่างในผู้ป่วยที่สามารถหายใจได้เอง หากขนาดอนุภาคใหญ่กว่า 5 ไมครอนขึ้นไป ตัวยาจะไปเกาะที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Upper airway) เช่นจมูกหรือปาก ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ตรงจุด

นอกจากนี้ตัวเครื่องพ่นยาควรปรับเข้ากับจังหวะการหายใจของผู้ป่วยเพื่อจะไม่ต้องนำอุปกรณ์เป่าปากออกขณะพ่นยาในช่วงจังหวะหายใจออก เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณยาแบบไม่ขาดตอนและลดการสิ้นเปลืองของตัวยา และควรหลีกเลี่ยงวาล์วที่มีส่วนประกอบของซิลิโคน เพราะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย เสี่ยงติดเชื้อต่างๆ และยากต่อการทำความสะอาด

การดูแลตนเองของผู้ป่วยหอบหืด

ควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ดูแลสภาพแวดล้อมให้ปราศจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น ขนสัตว์ ไรฝุ่น เชื้อรา ต้นไม้ ระอองเกสรดอกไม้ และสิ่งระคายเคืองอื่นๆ เช่น สารเคมี กลิ่นฉุน ควันบุหรี่ และมลภาวะ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหม ระวังตัวไม่ให้ติดเชื้อโรคหวัดหรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดควรไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง รวมถึงดูแลสภาพอารมณ์ด้วย ไม่ให้เกิดความเครียด อาการตกใจ เสียใจ โกรธ หรือตื่นเต้นเกินไป

 

ขอบคุณข้อมูล ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล