แม่ตั้งครรภ์ ขับรถยนต์อย่างปลอดภัย

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายเพื่อปรับให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสรี หรือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ขนาดหน้าท้องที่ขยายใหญ่ขึ้น อาการบวมตามแขนขา และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและเมตาบอลิซึม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลต่อวิถีชีวิตรวมถึงการเดินทางสัญจรซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ดังนั้นว่าที่คุณแม่ควรเตรียมความพร้อมทุกครั้งก่อนขับรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์ด้วย

คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถนั่งรถยนต์หรือขับรถยนต์ด้วยตนเองได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขับรถ โดยช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษมี 2 ช่วงได้แก่ ช่วงไตรมาสแรก หรือช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยช่วงนี้การเปลี่ยนแปลงขนาดหน้าท้องยังไม่มากก็จริง แต่คุณแม่หลายท่านอาจประสบปัญหาแพ้ท้อง วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียนมากเวลาเดินทาง และยังเป็นช่วงสุ่มเสี่ยงต่อการแท้ง หรือมีปัญหาแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ได้ง่าย แม้การขับรถยนต์ ไม่ได้เพิ่มโอกาสในการแท้งบุตร แต่หากเกิดปัญหาในระหว่างการขับขี่ ก็จะเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้

อีกหนึ่งช่วงที่ต้องระวังคือ ช่วงไตรมาสสุดท้ายคือ ช่วงก่อนคลอดในเดือนที่ 7-9 คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกล เนื่องจากใกล้คลอดเต็มที หรือหากคุณแม่ยังต้องทำงานประจำอยู่ ก็สามารถขับรถไปทำงานประจำวันหรือ เดินทางในระยะใกล้ได้ แต่ต้องระมัดระวังอย่างมาก ไม่ควรขับรถเร็วเกิน เพื่อว่าหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน จะได้สามารถหยุดระได้ทันท่วงที ช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้การขับรถยนต์อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการนั่งชิดพวงมาลัยมากเกินไป ควรปรับเบาะนั่งให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ โดยห่างจากพวงมาลัยประมาณ 10-12 นิ้ว อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นเส้นทางชัดเจน โยที่มือสามารถหมุนพวงมาลัย เท้าเหยียบเบรกและคันเร่งได้ถนัด แล้วจึงคาดเข็มขัดนิรภัย โดยให้แนวแทยงของเข็มขัดคาดผ่านร่องอกไปตามแนวโค้งของท้อง ส่วนแนวนอนของเข็มขัดอยู่เหนือหน้าขาและกระดูกเชิงกราน ห้ามคาดทับบริเวณหน้าท้องตำแหน่งของมดลูกโดยตรง การสำรวจความเรียบร้อยของรถยนต์ก่อนเดินทางก็จำเป็น ซึ่งเรื่องนี้คุณพ่อสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลได้ เพื่อให้คุณแม่ขับขี่รถยนต์ด้วยความปลอดภัย