การเล่นเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยขวบปีแรก

ในช่วงขวบปีแรกลูกจะมีพัฒนาการทางสมองด้วยการรับข้อมูลจากประสาทสัมผัสต่างๆ และเครื่องมือที่เป็นประตูเชื่อมโลกภายนอกและโลกายในสมองเข้าด้วยกันที่ธรรมชาติมอบมาให้มนุษย์ทุกคนคือ ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกายรวมทั้งมือและเท้า ทุกๆ ครังที่เด็กได้เคลื่อนไหวและสัมผัสกับสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยใช้ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส และใจรู้สึกเพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความหมายแล้วละก็ สมองจะเก็บข้อมูลนี้ไว้ในพื้นที่ของสมองที่สะท้อนความเข้าใจโลกภายนอกโดยการเรียนรู้เหล่านี้จะเชื่อมโยงกับข้อมูลเดิมที่สมองเคยรู้จักมาแล้วเสมอ สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยให้ลูกเกิดการเรียนรู้ได้ดีก็คือ

คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำการเล่นคนสำคัญของลูกจึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลายผ่านการเล่น และการสำรวจโลกรอบตัว โดยสนับสนุนให้ลูกได้ใช้ทุกประตูการเรียนรู้อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เข้าไปเรียนรู้โลก เพื่อสร้างข้อมูลพื้นฐานของโลกภายนอกให้กับสมองได้มากที่สุด การทำอย่างนี้จะเป็นการให้พัฒนาการที่เกิดจากการลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งผลจากการลงมือทำด้วยตนเองเหล่านี้ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สมองจะใช้เรียนรู้ต่อไป

ลูกอายุ 1-3 เดือน ควรเล่นอะไรเพื่อเสริมพัฒนาการ

ในช่วงนี้หูและตา จะเป็นเครื่องมือธรรมชาติที่เด็กใช้มากที่สุดในช่วงเดือนแรกของชีวิต สีที่เด็กมองเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่ออายุแรกเกิดถึง 2 สัปดาห์ คือ สีขาวกับสีดำ การกระตุ้นให้เด็กฝึกใช้สายตาในการมองในช่วงเดือนแรกจึงควรใช้ของเล่นที่มีสีขาวและดำ หลังจากนั้นจึงค่อยเพิ่มสีที่ตัดกัน เช่น ชมพู-ฟ้า เหลือ-แดง หรือเขียว-แดง และในการเล่นเหล่านี้ควรมีเสียงเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้หันมองตามด้วย หากเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงที่แตกต่างกัน ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มข้อมูลเรื่องความแตกต่างของเสียงให้กับสมอง ข้อมูลนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สมองจะนำมาต่อยอดสร้างเป็นกระบวนการเรียนรู้เรื่องภาษาต่อไป

สำหรับการเล่นของลูกในช่วงเดือนที่ 2 ควรจำไว้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น และร่างกายของเด็กในวัยนี้จะพัฒนามากขึ้น เด็กเริ่มจดจำกลิ่นของพ่อแม่ ทดลองชิมและลิ้มรสชาติของพ่อแม่ ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อไขว่คว้าสิ่งของที่อยู่ในระยะที่มองเห็นได้และมักจะนำสิ่งของที่คว้าได้เข้าปาก ของเล่นในช่วงเดือนนี้ควรเป็นของเล่นที่เด็กสามารถจับได้อย่างเหมาะมือ และมีพืนผิวสัมผัสที่หลากหลาย จนเข้าสู่เดือนที่ 3 ลูกจะเริ่มเป่าน้ำลาย เล่นกับกล้ามเนื้อบริเวณลำคอเพื่อพัฒนาการเปล่งเสียง ขยับปากทำเสียงอืออาเพื่อทดลองออกเสียง ดังนั้นการพูดคุยกับลูกโดยให้ลูกเห็นวิธีการขยับปากพูดของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาเรื่องการพูดได้ดี ดังนั้นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรให้ความสนใจคือ

พ่อแม่เป็นของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก สิ่งที่พ่อแม่ควรเข้าใจคือไม่ว่าของเล่นจะดีแค่ไหนแต่คนที่เล่นด้วยก็สำคัญกว่าของเล่น เพราะคนที่เล่นด้วยจะทำให้การเล่นนั้นมีความหมายและสมองจะจดจำความหมายจากการเล่นเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในสมอง

ลูกอายุ 4-6 เดือน ควรเล่นอะไรเพื่อเสริมพัฒนาการ

เด็กในช่วงอายุ 4-6 เดือน จะเริ่มใช้ร่างกายเข้าไปเรียนรู้มากขึ้น การขยับเคลื่อนไหว ไปจนการมีความสามารถในการพลิกคว่ำตัวได้จึงทำให้เด็กเริ่มมีความสนใจเชิงสำรวจ การซ่อนของเพื่อให้ลูกได้ค้นหา การเทียบเสียงที่ลูกเคยได้ยินในในของเล่นที่เคยเล่นกับเสียงจริงของแม่เพื่อให้เกิดการเทียบเสียงกับการออกเสียงที่เป็นภาษา จะเป็นการช่วยให้สมองเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่กับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ได้ การช่วยให้ลูกได้เล่นของแล้วเล่นสลับมือถือของไปมาทั้งมือซ้ายและมือขวาด้วยตัวเองจะทำให้ลูกมีการพัฒนาสั่งการของสมองทั้งสองด้าน การท่องบทกลอนหรือร้องเพลงให้ลูกฟังในช่วงเวลาของการเล่นนอกจากจะเป็นการทำให้ลูกมีความสุข ซาบซึ้งและจดจำความหมายของการเล่นแล้ว ยังเป็นการฝึกความเข้าใจเรื่องภาษาโดยตรงอีกด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้ก็คือ

ถ้าอยากให้สมองจดจำความหมาย และเรื่องภาษาได้ง่ายๆ สิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสนใจคือเรื่องเวลาที่ซ้ำและสม่ำเสมอ เช่นถ้าลูกได้เล่นในช่วงเวลา 9 โมงเช้า เวลาของการใช้บทกลอนและบทเพลงในระหว่างการเล่นก็ควรเป็นเวลา 9 โมงด้วย โดยควรทำซ้ำ สม่ำเสมอเป็นเวลาเดิมทุกวันอย่างน้อยสองถึงสามเดือนจึงค่อยเปลี่ยนเพลงหรือบทกลอนใหม่

ลูกอายุ 7-9 เดือน ควรเล่นอะไรเพื่อเสริมพัฒนาการ

ลูกในช่วงวัยนี้ การเรียนรู้เริ่มไกลขึ้นไปมาก จากเบาะที่เคยนอนตอนวัยแบเบาะ เมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงจนคลานได้ลูกก็จะเริ่มคลานออกไปเพื่อจะสำรวจได้ในระยะไกลขึ้น การใช้ของเล่นที่มีเสียงอยู่ข้างในกลิ้งไปบนพื้นเพื่อให้ลูกคลานตามก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สมองเชื่อมโยงเรื่องการได้ยินกับการเคลื่อนไหว การร้องเพลงเพื่อให้ลูกยืนตั้งไข่พร้อมกับเขย่าของเล่นที่มีเสียงให้เข้ากับจังหวะของเพลงก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกเข้าใจเรื่องจังหวะ ซึ่งจังหวะเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในสมองที่จะทำให้ลูกต่อยอดเรื่องการเคลื่อนไหว การพูด การสร้างสมดุลของร่างกาย ได้ในช่วงอายุต่อไป เรื่องต่อไปนี้เป็นอีกสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรส่งเสรมให้เกิดขึ้นในช่วงวัย 7-9 เดือนของลูก

คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ลองใช้วัสดุเคาะสิ่งต่างๆ ให้เกิดเสียงที่แตกต่างกันไป เช่นใช้ช้อนเคาะโต๊ะ หรือใช้ไม่เคาะพื้น เคาะด้วยจังหวะที่สั้น จังหวะที่ยาว เคาะหนึ่งจังหวะ สองจังหวะ สามจังหวะ แตกต่างกันไป ที่สำคัญอย่าลืมการเล่นที่มส่ำเสมอในเวลาเดิม เพราะสิ่งนี้ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของสมองได้ดีขิ่งขึ้น

ลูกอายุ 10-12 เดือน ควรเล่นอะไรเพื่อเสริมพัฒนาการ

ลูกในช่วงวัยนี้คุณพ่อคุณแม่มักจะรู้สึกว่า เจ้าตัวน้อยของเราฉลาดเหลือเกิน และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ เพราะในช่วงวัยนี้เด็กตัวน้อยที่เคยแต่นอนแบเบาะในตอนแรก ยืนด้วยตัวเองได้แล้ว และยังเริ่มที่จะก้าวเกินอีกด้วย ตอนนี้สมองน้อยๆ ก็เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่รับเข้ามาจากโลกภายนอกเพื่อสร้างเป็นโลกภายในสมอง ลูกจึงเริ่มพูดได้หลายคำ รู้จักสิ่งของมากขึ้น ชี้บอกความต้องการของตนเองได้ รู้จักเปรียบสิ่งของเล็ก-ใหญ่ เหมือน-ต่าง การเล่นโดยการให้ลูกเปรียบเที่ยบสีสันที่ไม่เหมือนกัน สีสันที่ตัดกัน ขนาดที่แตกต่างกัน รูปทรงที่แตกต่างกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะให้สมองมีข้อมูลที่หลากหลายของโลก รูปทรงพื้นฐานเช่น สามเหลี่ยม สีเหลี่ยม วงกลม จึงเป็นรูปทรงที่ลูกควรได้เรียนรู้ ของเล่นที่มีความเรียบง่าย ทำให้เห็นรูปทรงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนจึงสำคัญมากกว่าของเล่นที่ซับซ้อนมองไม่เห็นรูปทรงพื้นฐาน สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรรู้คือ

เด็กในวัยนี้ ควรได้เรียนรู้จากความเรียบง่าย รูปทรงพื้นฐานที่ชัดเจน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเริ่มแรกที่สมองจะเก็บไว้เพื่อการต่อยอดเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ต่อไป เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม เป็นรูปทรงพื้นฐานของสิ่งของต่างๆ บนโลก เช่น สมุด ผลไม้ จานชาม ฯลฯ ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างต่างๆ บนโลก ของเล่นที่มีกลไกที่ซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีมากเช่น เคบื่อนไหวได้เองด้วยพลังงาน มีกลไกข้างในที่เด็กมองไม่เห็น จะไม่ช่วยเสริมความฉลาดให้ลูกได้ ถ้าพ่อแม่ไม่สร้างความเข้าใจโดยเริ่มจากข้อมูลพื้นฐานไปก่อน อย่าลืมเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ การเรียนรู้จึงไม่เหมือนกัน พ่อแม่ต้องระลึกอยู่เสมอว่าเด็กต้องได้เห็น สัมผัส ทดลอง ลงมือทำ และเห็นผลจากการทำด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจ จดจำและเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ในสมองได้