มีโรคประจำตัวกับการตั้งครรภ์

โรคไทรอยด์เป็นพิษ

โรคไทรอยด์เป็นพิษคือโรคที่เกิดจากระดับออร์โมนไทรอยด์สูงผิดปกติทำให้การทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายเสียสมดุล ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น มือสั่น ใจสั่น คอโต หรือคอพอก น้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ เหงื่ออกง่าย และอาจมีกล้ามเนื้ออ่านแรงร่วมด้วย

โรคไทรอยด์เป็นพิษกับการตั้งครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ หากปรึกษาคุณหมอและควบคุมโรคให้สงบก่อนก็สามารถที่จะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย จากนั้นเฝ้าระวังทุกไตรมาสอย่างใกล้ชิด ที่นี้คุณแม่และลูกน้อยก็แข็งแรงได้ไม่ยาก

ไตรมาสที่ 1 รีบฝากครรภ์เพื่อให้คุณหมอควบคุมโรค ให้สงบในระหว่างตั้งครรภ์ด้วยการเลือกยาที่ปลอดภัย และปรับปริมาณยาให้เพียงพอและไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้อง

ไตรมาสที่ 2 กินยาควบคุมโรคสม่ำเสมอ พบคุณหมอตามนัดเพื่อประเมินสุขภาพลูกน้อยในครรภ์ว่าได้รับผลกระทบจากภาวะไทรอยด์เป็นพิษของคุณแม่หรือเปล่า เช่น มีภาวะโตช้าในครรภ์ มีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากฮอร์โมนไทรอยด์ของคุณแม่ หรือได้รับผลกระทบจากยาที่คุณแม่รักษาอยู่หรือไม่

ไตรมาสที่ 3 ดูแลตัวเองเหมือนไตรมาสที่ผ่านมา แต่เพิ่มเติมเรื่องการเตรียมตัวคลอด โดยเฉพาะการเลือกโรงพยาบาลที่สามารถดูแลคุณแม่ได้หากเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด เพื่อให้คุณแม่สามารถคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย

อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงบางครั้งเป็นอีกสัญญาณเตือนไทรอยด์เป็นพิษแอบแฝงหรือชั่วคราวได้ เพราะคุณแม่ที่ป่วยด้วยไทรอยด์เป็นพิษมักจะมีอาการแพ้ท้องรุนแรงกว่าคุณแม่ทั่วไป ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

โรคเอสแอลอี (SLE)

โรคเอสแอลอี หรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ โรคพุ่มพวง เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองโรคหนึ่งที่มีปัญหากับการตั้งครรภ์ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติในภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำลายเซลล์ของตัวเองจนเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก เยื่อบุทางเดินอาหาร กระดูกและข้อ ไต หัวใจ ปอด ระบบโลหิต และระบบประสาท สำหรับสาเหตุของโรคยังไม่ทราบอย่างชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางอย่าง ยาบางชนิด หรือแม้กระทั่งจากแสงอัลตราไวโลเลต

โรคเอสแอลอีกับการตั้งครรภ์

โรคนี้มักเกิดกับคนอายุน้อย โอกาสตั้งครรภ์ในขณะที่ยังมีอาการของโรคจึงค่อนข้างสูง และสูงขึ้นเมื่อได้รับการรักษาด้วยยา ซึ่งผลที่ตามมาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นทั้งจากโรคและตัวยา นอกจากนี้อาการของโรคบางอย่างก็มีความเสี่ยงทีจะรุนแรงขึ้นได้ขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นหากใครเป็นโรคเอสแอลอี และกำลังรักษาอยู่ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้ตั้งครรภ์ เพราะทั้งแม่และลูกมีโอกาสเสียชีวิตจากครรภ์เสี่ยงสูงได้ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปคนไข้โรคเอสแอลอีจะตั้งครรภ์ได้หากหายจากโรคอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตามหากเคยมีประวัติเป็นโรคนี้มาก่อนควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทั้งอายุรแพทย์และสูติแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์

โอกาสที่โรคเอสแอลอีจะกำเริบขณะตั้งครรภ์จะกำเริบขณะตั้งครรภ์มีสูงถึงร้อยละ 7-33 ในคนที่เคยเป็นแล้วหายหรือควบคุมได้ ขณะที่โอกาสกำเริบหรือรุนแรงขึ้นสูงมากถึงร้อยละ 61-67 ในคนไข้ที่ยังป่วยเป็นโรคนี้อยู่

อาจเกิดการกำเริบของโรคในขณะตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นผื่นผิวหนัง ปวดข้อ ไตอักเสบ หรือไตวาย

มักมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษ ประมาณร้อยละ 20-30 แต่หากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อไตร่วมด้วย โอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษมีสูงถึงร้อยละ 66 ซึ่งถ้าเป็นมากอาจเสียชีวิตทั้งแม่และลูก

การกำเริบของโรคเอสแอลอียังเป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถสรุปแน่ชัด ซึ่งอาจเป็นไปตามธรรมชาติของโรคที่มักเป็นๆ หายๆ ไม่ได้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นเช่นกันที่ระบุว่า ฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนที่สูงขึ้นขณะตั้งครรภ์อาจมีผลทำให้โรคนี้กำเริบได้

โรคหัวใจ

การตั้งครรภ์มีผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น เพราะมีการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลือง ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดมากขึ้นร้อยละ 30-50 หรือประมาณ 1.8 ลิตรต่อนาที และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สาม ความดันโลหิตจะเริ่มสูงขึ้น อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ การคลอด และระยะหลังคลอดได้ สำหรับสาเหตุของโรคอาจเกิดจากพันธุกรรม เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดลิ้นหัวใจผิดปกติตามหลังจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

โรคหัวใจกับการตั้งครรภ์

หัวใจเกิดความพิการแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะพบว่ามีผนังหัวใจรั่ว เส้นเลือดจากหัวใจห้องซ้ายหรือห้องขวาตีบ ทำให้เส้นเลือดที่หัวใจปั๊มได้ไม่ดี ซึ่งในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ปริมาณน้ำหรือเลือดในร่างกายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนทั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลทำให้หัวใจต้องปั๊มและสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจจึงทำงานหนักมากขึ้น หากรู้ก่อนว่าตัวเองป่วยควรจะต้องรักษากินยาอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นลิ้นหัวใจรั่วปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การผ่าตัดปลอดภัยมากขึ้น แต่หลังการผ่าตัดต้องใช้ยาละลายลิ่มเลือดซึ่งมีผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ หากคุณแม่กำลังรักษาโรคนี้อยู่และต้องใช้ยา ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่เหมาะสมไปก่อน หากว่างแผนจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ทางด้านโรคหัวใจก่อน และเมื่อตั้งครรภ์ควรปรึกษาสูติแพทย์ให้รู้พื้นฐานของโรคและยาที่ใช้ แพทย์ก็จะสามารถดูแลคุณแม่และให้ยาที่ไม่ส่งผลอันตรายต่อลูกน้อยได้ตลอดการตั้งครรภ์

โรคหัวใจรูมาติก เป็นการอักเสบของลิ้นหัวใจจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักเกิดตามหลังภาวะคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ลิ้นหัวใจตีบ หรือรั่วโดยไม่รู้ตัว รู้สึกแค่เหนื่อยง่าย จึงไม่ได้ไปตรวจหรือรักษา แต่พอตั้งครรภ์จะมีความผิดปกติชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค กรณีที่คุณแม่เป็นโรคหัวใจรูมาติกแบบรุนแรงแต่ไม่รู้ตัว ไม่เคยตรวจมาก่อนจนตั้งครรภ์เสียชีวิตได้ อาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ เพราะลิ้นหัวใจที่ผิดปกติจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ ซึ่งจะทำให้เลือดสะสมที่ปอดเรียกว่า ภาวะน้ำท่วมปอด จนไปเพิ่มความดันเลือดในช่องปอดให้สูง เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และจำทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ

เกิดจากภาวการณ์ตกไข่ผิดปกติ หรือไม่มีการตกไข่ ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการผลิตฮอร์โมนไพรเจสเทอโรนที่เป็นตัวช่วยให้เยื่อบุโพรงมดลูก การลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกตามปกติก็จะไม่เกิด หรือเกิดเฉพาะบางจุด ดังนั้นเยื่อบุโพรงมดลูกจะยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ เป็นสาเหตุทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ และมีเลือดออกผิดปกติได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้นอกจากจะเป็นผู้หญิงสูงวัยใกล้หมดประจำเดือนแล้ว ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เป็นโรคเบาหวาน ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมีกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ ก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน ดังนั้นหากเกิดความผิดปกติของร่างกาย เช่น ประจำเดือนไม่มานาน 3-4 เดือน หรือมีเลือดออกกะปรบกะปรอยทางช่องคลอด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติกับการตังครรภ์

โรคนี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีบุตรยาก เนื่องจากคนที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะไข่ไม่ตกหรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นโอกาสปฏิสนธิจึงเกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่ารอบเดือนนั้นมีการปฏิสนธิ ตัวเยื่อบุโพรงมดลูกก็ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่จะรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ จากการกินยาปรับฮอร์โมน กาลดน้ำหนักเพื่อให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลังจากนั้นผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ก็จะตั้งครรภ์ได้ตามปกติ

โรคไต

เกิดจากความผิดปกติมาแต่กำเนิด เช่นไตเป็นถุงน้ำ ไตมีข้างเดียว

เกิดจากการอักเสบและติดเชื้อ เช่น กรวยไตอักเสบเรื้อรัง

มีการอุดตันท่อไตจนทำให้ไตเสื่อม เช่น เป็นเนื้องอกไต มะเร็งไต หรือนิ่ว

ได้รับยาหรือสารพิษที่มีผลต่อไต เช่น ยาแก้ปวดประเภท NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) หรือยาเคมีบำบัดบางอย่างที่มีผลกับการทำงานของไต

เกิดจากโรคที่มีผลต่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตและมีการทำลายเนื้อไต เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ ของร่างกาย

โรคไตกับการตั้งครรภ์

โดยทั่วไปหากไตเสื่อมอย่างรุนแรงรังไข่จะไม่ทำงาน ทำให้ไม่มีประจำเดือนและไม่เกิดการตั้งครรภ์ แต่หากเคยเป็นโรคไตแล้วได้รับการรักษาจนดีขึ้น ถึงยังมีการเสื่อมอยู่ก็อาจตั้งครรภ์ได้ ซึ่งการปล่อยให้ตั้งครรภ์ขณะที่การทำงานของไตเสื่อมแบบนี้ จะตกอยู่ในภาวะครรภ์สี่ยงสูง เพราะการตั้งครรภ์ทำให้ไตเสื่อมมากขึ้น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถกลับคืนมาดังเดิมได้ โดยพบว่า ร้อยละ 50 จะมีไข่ขาวรั่วออกมาจากไตที่เสื่อม และอีกร้อยละ 25 มีความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์โดยมีโรคไตเป็นโรคประจำตัวควรปรึกษาคุณหมออย่างใกล้ชิด