พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 4-9

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 4-5

สัปดาห์ที่ 15-16 ลูกน้อยในช่วงนี้เริ่มเติบโตแถมยังเก่งและฉลาดขึ้น กล้ามเนื้อในหน้าก็เริ่มทำงาน ทำให้ลูกน้อยรู้จักขมวดคิ้ว รวมถึงสามารถกลอกตาไปมาได้ แต่เปลือกตายังคงปิดอยู่ แถมรู้จักหลบแสงที่ผ่านเข้ามาด้วยการเอามือมาบังด้วย ลูกสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ เช่น เสียงหัวใจเต้นของแม่ เสียงพูดคุยภายนอกครรภ์ หรือเสียงหายใจ ดังนั้นคุณแม่ลองสร้างความผูกพันด้วยการพูดคุยกับลูก เล่านิทานให้ฟัง หรืออ่านข่าว ขนาดของลูกน้อยประมาณ 10-12 เซนติเมตร น้ำหนัก 70-100 กรัม

สัปดาห์ที่ 17-18 จำนวนเซลล์ประสาทของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มเท่ากับผู้ใหญ่แล้ว โดยเซลล์ประสาทในสมองจะถูกห่อหุ้มด้วยชั้นไขมันที่เรียกว่า ไมอีลีน ช่วยในการสร้างและนำสัญญาณเข้า-ออกผ่านสอง แม้ดวงตาของลูกน้อยจะยังคงห่างกัน แต่ลูกเริ่มรับรู้แสงได้แล้ว เพราะจอตา (Retina) เริ่มไวต่อแสง และลูกเริ่มดิ้นแรงขึ้นจนคุณแม่รู้สึกได้ รวมถึงม้วนตัว กลิ้งตัวไปมา เตะ ต่อย หาว ดูดนิ้ว สะอึก หากลูกเป็นผู้หญิงมดลูกและท่อรังไข่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์และอยู่ในต่ำแหน่งที่ถูกต้อง หากเป็นผู้ชายจะสามารถมองเห็นอวัยวะเพศได้ชัดเจน ลูกมีขนาด 12-14 เซนติเมตร น้ำหนัก 120-190 กรัม

สัปดาห์ที่ 19-20 ลูกน้อยในช่วงสัปดาห์นี้จะมีขนาดแขนขาที่สมส่วนกับร่างกายแล้ว สมองมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น สร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้น และสมองกับกล้ามเนื้อของลูกน้อยยังทำหน้าที่สัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ใบหน้าเข้ารูปมากขึ้น ลูกน้อยเริ่มฝึกดูดนิ้วแล้วด้วย หูของลูกก็มีการพัฒนาอย่างสมบูรณืแล้ว ดังนั้นคุณแม่จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่เสียงดังเกินไป ลูกน้อยมีขนาด 15-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200-290 กรัม

สัปดาห์ที่ 21-22 แม้ภายนอกลูกน้อยในครรภ์คุณแม่ดูจะเติบโตเหมือนเด้กแรกคลอดแล้ว แต่ในช่วงนี้ลูกยังไม่สามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกโพรงมดลูกของคุณแม่ได้ เพราะปอดและระบบการทำงานในอวัยวะบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ เช่น ระบบการหายใจ ระบบย่อยอาหาร ฯลฯ ระบบย่อยของลูกน้อยกำลังฝึกฝนการย่อยอย่างเต็มที่ โดยลูกน้อยสามารถรับรสต่างๆ ผ่านน้ำคร่ำได้ และยังสามารถกลืนและคายน้ำคร่ำของตัวเองได้ด้วย ขนาดของลูกน้อย 18-20 เซนติเมตร น้ำหนัก 350-500 กรัม

สมองลูกกำลังพัฒนาและสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี ดังนั้นเพื่อให้การส่งข้อมูลในสมองของลูกน้อยทำงานได้ดี คุณแม่จึงควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเริ่มพัฒนาการได้ยิน และกระตุ้นสมองลูกด้วยการพูดคุยกับลูกและเปิดเพลงให้ฟัง พร้อมกับส่งเสียงเรียกลูกน้อยบ่อยๆ

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 6-7

สัปดาห์ที่ 23-24 เซลล์สมองของลูกน้อยในครรภ์จะทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น จึงทำให้ลูกน้อยจดจำและเรียนรู้ได้ ซึ่งลูกของคุณแม่จะสามารถดิ้นและเตะตอบโต้กับแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่มากระทบได้ และสนุกกับการทรงตัว เคลื่อนไหวขึ้นลงไปมา สามารถรับรสและแยกรสชาติระหว่างรสขมและหวานได้แล้ว ลูกได้ยินเสียงคุณแม่พูดและเสียงหัวใจเต้นของแม่ได้ดี รวมไปถึงเสียง้างนอกที่ดังมากๆ อย่างแตรรถยนต์ หรือสุนัขเห่า ลูกรักมีขนาด 22-24 เซนติเมตร น้ำหนัก 400-500 กรัม

สัปดาห์ที่ 25-26 ลูกน้อยในช่วงนี้ร่างกายยังคงเติบโตและพัฒนาการทำงานของอวัยวะต่างๆ อย่างช้าๆ เริ่มฝึกหายใจโดยมีการขยับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ เช่น กล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เพื่อฝึกการทำงานให้เต็มที่หลังคลอด อวัยวะหูภายนอกของลูกก็พัฒนาสมบูรณ์ ลูกสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามจังหวะการเคลื่อนไหวของคุณแม่ คุณแม่จึงควรพูดคุยกับลูกน้อยบ่อยๆ เพื่อให้ลูกจดจำเสียงได้ เพราะลูกน้อยสามารถแยกเสียงของพ่อแม่กับเสียงของผู้คนรอบข้าง และยังสามารถตอบสนองต่อเสียงด้วยความรักความผูกันต่อกันได้อีกด้วย ลูกน้อยยาวประมาณ 24-28 เซนติเมตร น้ำหนักอยู่ที่ 500-600 กรัม

สัปดาห์ที่ 27-28  ลูกน้อยในช่วงสัปดาห์นี้มีการเติบโตรวดเร็ว และร่างกายก็ขยายใหญ่เกือบคับครรภ์คุณแม่ ลูกน้อยจึงเริ่มรู้สึกอึดอัดและตอบโต้ให้คุณแม่รู้สึกได้ว่าเขากำลังอึดอัด เวลาที่คุณแม่อยู่ในท่าที่ไม่สบายตัว ลูกน้อยจะเตะ ถีบ หรือดิ้นอยู่ในครรภ์แรงจนคุณมู้สึกได้ ดวงตาของลูกน้อยเจริญเติบโตเพร้อมที่จะลืมตาและมองเห็นได้ในอีกไม่ช้า รวมถึงขนตาก็ขึ้นแล้ว สมองของลูกจะโตเต็มคับกะโหลกศีรษะ มีรอยหยักและจุดเชื่อมต่อในการเก็บข้อมูลต่างๆ ในสมองมากขึ้นอีกด้วย ลูกน้อยมีขนาด 29-33 เซนติเมตร น้ำหนัก 700-800 กรัม

สัปดาห์ที่ 29-30 ศีราะของลูกน้อยมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับสมองที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และไขกระดูกในร่างกายที่มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงก็พัฒนาสมบูรณ์แล้ว ลูกน้อยสะอึกเป็น ปัสสาวะในน้ำคร่ำถึงวันละครึ่งลิตร นอกจากนี้เล็บและผมของลูกก็เร่มยาวอีกด้วย ขนาดของลูกน้อยประมาณ 34-36 เซนติเมตร น้ำหนัก 900-1,000 กรัม

พยายามหมั่นสื่อสารและสัมผัสพัฒนาการสมองลูกน้อย เพราะชูกน้อยรับรู้สัมผัส เสียง และแสงจากภายนอกครรภ์คุณแม่ และเริ่มเคลื่อนไหตอบโต้ต่อสิ่งที่มากระตุ้นได้ คุณแม่จึงควรสื่อสารกับลูกด้วยการลูบคลำหน้าท้อง ใช้มือสัมผัสตามอวัยวะที่ลูกดิ้น เล่านิทานให้ฟังบ่อยๆ จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกถึงการสื่อสารและสัมผัสแห่งรักที่คุณแม่หยอกล้อเล่นกับลูก ลูกจะจดจำการสื่อสารของแม่ และเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวตอบโต้

พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 8-9

สัปดาห์ที่ 31-34 ลูกชอบขยับแขนขา เตะผนังหน้าท้องคุณแม่จนนูนออกมาเห็นได้ชัดเจน สมองของลูกน้อยพัฒนาเต็มที่ต่อเนื่อง สมองของลูกน้อยพัฒนาเต็มที่ต่อเนื่อง ช่วยให้ตา กล้ามเนื้อ และปอดทำงานได้ดีขึ้น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกเริ่มทำงานอย่างสมบูรณ์ สามารถมองเห็น ได้ยิน รับรส ได้กลิ่น และสัมผัสได้ดีขึ้น สัดส่วนของลูกน้อยช่วงนี้เกือบเท่ากับทารกครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ร่างกายลูกยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาการทำงานของอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งหากลูกน้อยคลอดออกมาในช่วงนี้ก็อาจยังมีปัญหาในเรื่องการหายใจได้ ลูกน้อยจะมีขนาด 36-41 เซนติเมตร น้ำหนัก 1,100-1,600 กรัม

สัปดาห์ที่ 35-36 ลูกน้อยเริ่มตัวโตเต็มที่จนคับครรภ์คุณแม่ ทำให้ดิ้นได้น้อยลง สายสะดือของลูกน้อยจะมีสารคล้ายยางที่มีความยืดหยุ่นเพื่อห่อหุ้มเส้นเลือดไว้ และสารนี้เองจะช่วยไม่ให้สายสะดือหักงอหรือพันกัน จึงสามารถส่งเลือดไปเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์ได้เพียงพออยู่เสมอ ผิวหนังของลูกน้อยในครรภ์ได้เพียงพออยู่เสมอ ผิวหนังของลูกน้อยยังคงสร้างชั้นไขมันอยู่เรื่อยๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายลูกให้อบอุ่น จึงยังคงมีไขสีขาวอยู่บ้างบริเวณลำตัวและหลังเพื่อช่วยหล่อลื่นให้ลูกน้อยคลอดได้ง่ายขึ้น ลูกน้อยมีความยาว 42-45 เซนติเมตร น้ำหนัก 1,700-2,000 กรัม

สัปดาห์ที่ 37-38 ลูกน้อยในครรภ์ช่วงนี้มีเซลล์ประสาทที่เกือบเท่ากับผู้ใหญ่แล้ว ร่างกายมีการสร้างสารไขมันขึ้นเพื่อปกป้องผิวที่บอบบางของลูกจากการกระแทกและควบคุมอุณหภูมิร่างกาย กระดูกอ่อนต่างๆ เริ่มแข็งขึ้น โดยเริ่มจากขาก่อน รวมถึงกระดูกที่หูชั่นในด้วย ลูกจึงได้ยินเสียงได้มากขึ้นและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงที่ดัง ขนาดตัวของลูกประมาณ 45-48 เซนติเมตร น้ำหนัก 2,200-2,700 กรัม

สัปดาห์ที่ 39-40 ปอดของลูกน้อยพัฒนาเต็มที่ และทำงานได้ดีพร้อมที่จะหายใจหลังคลอด อวัยวะทุกส่วนมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ผมของลูกจะยาวขึ้น ไขที่ติดอยู่รอบตัวลูกเริ่มลอกออกแต่อาจมีบางส่วนเหลือให้เห็นได้หลังคลอด ฮอร์โมนจากรกจะช่วยเตรียมเต้านมคุณแม่ให้ผลิตน้ำนม และอาจทำให้ลูกมีเต้านมและหัวนมที่เต่งตึงได้ด้วย แต่อาการจะหายไปเองใน 2-3 วันหลังคลอด ลูกน้อยในครรภ์คุณแม่มีลักษณะอ้วนกลมอยู่เต็มโพรงมดลูกของคุณแม่ ลำตัวยาวประมาณ 49-51 เซนติเมตร น้ำหนัก 2,800-3,000 กรัม และลูกน้อยก็อยากออกมาพบคุณแม่แล้ว

ลูกน้อยใกล้คลอดมีสมองที่พร้อมเรียนรู้ หากคุณแม่หมั่นกระตุ้นด้วยการบอกเล่าถึงสิ่งที่คุณแม่กำลังทำ เช่น แม่กำลังกินข้าว ลูกอร่อยไหมคะ หรือเปิดเพลงให้ลูกฟังจะช่วยให้สมองลูกเรียนรู้ จดจำ มีเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อและพัฒนา และยังทำให้ลูกน้อยหลังคลอดออกมาเป็นเด็กอารมณ์ดี

สิ่งสำคัญคือ หลังคลอดลูกน้อยยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานไม่สมบูรณ์ คุณแม่จึงควรเตรียมพร้อมในการเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกทันทีด้วยการให้ลูกน้อยได้กินนมแม่ทันทีและเร็วที่สุด