คุณแม่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 35-40 สัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ทำความรู้จักครรภ์เป็นพิษ

เป็นหนึ่งในภาวะอันตรายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยสาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษนี้ในปัจจุบันยังไม่ระบุแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่จากการศึกษาวิจัยสันนิษฐานว่า เกิดจากความผิดปกติในเซลล์ของรก ทำให้การไหลเวียนโลหิตระหว่างรกและมดลูกไม่ดี ตลอดจนภาวะอื่นๆ ของคุณแม่เอง ซึ่งภาวะเสี่ยงของการเกิดครรภ์เป็นพิษคือ

คุณแม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต โรคภูมแพ้ตนเอง ภาวะเลือดจับตัวเป็นก้อน ฯลฯ

มีพี่น้องใกล้ชิดเคยเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ (ญาติฝั่งมารดา ได้แก่ แม่ พี่สาว น้องสาว ป้า น้า ยาย)

คุณแม่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี

ตั้งครรภ์แรกหรือตั้งครรภ์หลังกับสามีคนใหม่

ตั้งครรภ์แฝด

เคยเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อน

อื่นๆ เช่น เครียดจัด ขาดสารอาหาร อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีพิษ ฯลฯ

  • ครรภ์เป็นพิษแบบไม่รุนแรง หากคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 37 สัปดาห์ มีอาการไม่รุนแรง และลูกแข็งแรงดี มักจะยังไม่ต้องทำคลอด แต่แพทย์จะคอยติดตามผลหรือให้คุณแม่บันทึกความดันโลหิตสม่ำเสมอ แต่หากคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษที่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ หรือมากกว่า คุณหมออาจจะเร่งคลอด โดยเฉพาะกรณีที่ปากมดลูกเริ่มบางและเปิดบ้างแล้ว หรือหากเร่งคลอดแล้วไม่สามารถคลอดได้ คุณหมอจึงจะผ่าคลอด
  • ครรภ์เป็นพิษแบบรุนแรง เนื่องจากต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด คุณแม่จึงต้องนอนโรงพยาบาลจนกว่าจะคลอด และต้องได้รับยาเพื่อป้องกันการชักและยาสำหรับลดความดันโลหิต หากคุณแม่มีอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ หรือมากกว่าอาจจะต้องเร่งคลอด หากอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ คุณหมอจให้ยาเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปอด แก่ลูกน้อยในครรภ์ โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับภาวะวิกฤติของสุขภาพคุณแม่และลูกน้อย
  • ครรภ์เป็นพิษป้องกันได้หรือไม่ ยังไม่มีวิธีใดป้องกันการเกิดภาวะนี้ได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วิธีที่จะช่วยตรวจพบได้อย่างรวดเร็วก็คือ การฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ และพบคุณหมออย่างสม่ำเสมอ

หากคุณแม่มีอาการบวมบริเวณใบหน้า มือ ร่วมกับอาการปวดหัว เวียนหัว หน้ามืด เจ็บหน้าท้องส่วนบน น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของครรภ์เป็นพิษได้

เริ่มมีสัญญาณเตรียมคลอด

ช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ที่ลูกน้อยพร้อมจะคลอดเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะมีสัญญาณต่างๆ บ่งบอกล่วงหน้า สัญญาณที่ว่านี้คือ

  • ท้องลด เพราะลูกน้อยเคลื่อนที่ลงต่ำ โดยไปอยู่ในบริเวณเชิงกราน ทำให้ท้องของคุณแม่ทียื่นขึ้นย้อยต่ำลง ในท้องแรกท้องมักจะย้อยต่ำลงในช่วงก่อนคลอด 2-4 สัปดาห์ แต่ในท้องที่สองพบว่าท้องกลับไม่ย้อยต่ำลงเลยจนกว่าจะคลอด นั่นเพราะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานของคุณแม่ขยายไปตั้งแต่ท้องแรก จึงไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนนั่นเอง
  • เจ็บจี๊ดเหมือนไฟชอร์ต เมื่อลูกน้อยเคลื่อนต่ำลงมาบริเวณเชิงกรานซึ่งเป็นจุดรวมของเส้นประสาทต่างๆ มากมายจึงทำให้เกิดอาการเจ็บจี๊ดเหมือนไฟชอร์ตบริเวณอุ้งเชิงกรานลงไปถึงขา ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนคลอด 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้
  • มีมูกเลือดทางช่องคลอด คุณแม่อาจพบว่ามีหยดเลือดสีชมพู สีแดง หรือสีน้ำตาล ไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้คลอดในอีกไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์นี้แล้ว โดยปกติหากยังไม่ถึงเวลาคลอ ปากมดลูกจะยังไม่เปิด และมีมูกข้นเหนียวคอยปิดไว้เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าไป แต่เมื่อใกล้คลอด ปากมดลูกจะบางลงและนิ่มขึ้น เส้นเลือดบริเวณนั้นจึงฉีกขาด ทำให้มูกข้นที่หลุดออกมามีเลือดปน
  • ปวดหลัง เพราะลูกเคลื่อนตัวลงด้านล่างทำให้หลังส่วนล่างของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ขยายตัวมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมคลอด ก็มีส่วนทำให้ปวดหลังมากขึ้น
  • น้ำคร่ำแตก โดยส่วนมากน้ำคร่ำมักจะแตกหลังจากที่คุณแม่มีอาการเจ็บท้องคลอดแล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดขึ้นก่อน และหากเกิดมีน้ำคร่ำแตกควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ
  • เจ็บท้องคลอดจริง ก่อนหน้านี้คุณแม่จะเจอกับการเจ็บท้องหลอก คือ การบีบตัวของมดลูกแบบไม่สม่ำเสมอและเกิดเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่การเจ็บท้องจริงนันจะแตกต่างออกไป คือ จะเจ็บถี่และเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จาก 10 นาทีลดลงเหลือ 8 นาทีเหลือ 5 นาที เป็นต้น และแต่ละครั้งก็จะเจ็บนาน อาการอื่นๆ เช่นมีอาการท้องแข็ง รู้สึกปวดจากหลังมายังหน้าท้อง เป็นต้น