คุณแม่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 7-10 สัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

แม่ท้องมีอาการแพ้ท้องชัดเจน

คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์นี้ จะรู้สึกได้ว่ามีอาการแพ้ท้อง อย่างเช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เหม็นกลิ่นอาหาร และอาการสำคัญคือ Morning Sickness ที่ทำให้มีอาการแพ้ท้องในตอนเช้าๆ โดยสาเหตุหลักเกิดจากฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ฮอร์โมนตัวนี้จะสร้างขึ้นจากรก เมื่อตัวอ่อนของลูกน้อยฝังตัว จนเกิดการตั้งครรภ์และสร้างรก hCG จะเพิ่มขึ้นในกระแสเลือดคุณแม่ตั้งครรภ์เลื่อยๆ และรวดเร็วสูงสุดในช่วงกำลังตั้งครรภ์ได้ 7-10 สัปดาห์ ทำให้คุณแม่ท้องไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจนแพ้ท้องหนังในช่วงนี้นั่นเอง แต่หลังจาก 3 เดือนแรก หรือประมาณสัปดาห์ที่ 13-17 ฮอร์โมนในร่างกายแม่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตามมาได้อีก ซึ่งตลอดการตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนสูงถึง 300 เท่าของตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์เลยทีเดียว

คุณแม่ท้องจึงควรทำความเข้าใจและรับมือกับอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ด้วยการจิบน้ำขิงอุ่นๆ หรือน้ำหวาน ป้องกันอาการวิงเวียนคลื่นไส้ในตอนเช้า กินขนมปังกรอบ หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารเค็ม อาหารกลิ่นแรง กินอาหารน้อยๆ แต่บ่อยมื้อเพื่อป้องกันการอาเจียน ลดความเครียด และหากรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อย เวียนศีรษะ ให้พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

แม่ท้องมีอาการตกขาวมากกว่าปกติ

อาการตกขาวเกิดจากฮอร์โมนและการมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงช่องคลอดเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายคุณแม่สร้างมูกหรือตกขาวมากกว่าปกติ ซึ่งหากตกขาวไม่มีกลิ่น ไม่มีอาการคันถือว่าปกติ คุณแม่ท้องเพียงทำความสะอาดอวัยวะเพศด้านนอกด้วยน้ำสะอาดตามปกติก็เพียงพอ ห้ามใช้น้ำยาฆ่าเชื้อใดๆ ล้างหรือสวนล้างเข้าไปในช่องคลอดเด็ดขาด แต่หากตกขาวมากผิดปกติ และกลิ่นเหม็นหรือมีอาการคันควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ห้ามซื้อยามาเหน็บเอง เพราะอาจเกิดอันตรายจนอักเสบหรือติดเชื้อและส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้

แม่ท้องระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้น

แม่ท้องจะมีฮอร์โมนและเลือดมาเลี้ยงในร่างกายคุณแม่ท้องมากขึ้น ทำให้ระบบการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายก็เพิ่มมากเช่นกัน ดังนั้นคุณแม่จึงควรใส่ใจดูแลเรื่องโภชนาการ ให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน 5 หมู่อยู่เสมอ

เมื่อคุณแม่รู้ว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที

เพราะการที่คุณแม่ท้องฝากครรภ์จะช่วยให้คุณแม่มีการตั้งครรภ์และคลอดที่ปลอดภัย ป้องกันและลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอันตรายต่างๆ และการพบแพทย์เป็นประจำจะช่วยดูแลสุขภาพทั้งของคุณแม่และทารกน้อยในครรภ์ได้อย่างดีตลอดการตั้งครรภ์ ช่วยประเมินการคลอด และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ให้ทั้งคุณแม่และทารกน้อยปลอดภัยที่สุด สำหรับการไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณแม่อาจจะสงสัยว่าเราต้องทำอย่างไรบ้าง ตรวจอะไรบ้าง ซิ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรยุ่งยอกเลย หากเรามีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี โดย อันดับแรกเมื่อพบคุณหมอคือ การซักประวัติ สอบถามเวลา ระยะเวลาที่ประจำเดือนมาวันสุดท้าย มีปัญหาสุขภาพล่าสุดหรือไม่ โรคประจำตัว การใช้ยารักษาต่างๆ การแพ้ยา การใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว และจะทำรายการตรวจสุขภาพพื้นฐานต่างๆ ดังนี้ ซั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ตรวจล่างกายทั่วไป วัดความดันโลหิต ตรวจหน้าท้องหรืออัลตราซาวนด์ ตรวจปัสสาวะ ตรวจภายใน ตรวจจเลือดทั้งของคุณแม่และสามี

แม่ท้องตรวจปัสสาวะตอนฝากครรภ์ เพราะอะไร

  • ตรวจโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ คุณแม่ท้องหลายๆ คนมักเป็นโรคปัสสาวะอักเสบโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีอาการใดๆ บ่งบอกเลย ดังนั้นจึงต้องนำปัสสาวะของคุณแม่ท้องไปตรวจว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ หากพบว่ามีก็จะนำปัสสาวะไปวิเคราะห์ว่าเป็นแบคทีเรียตัวใด จากนั้นจึงรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะต่อไป
  • ตรวจน้ำตาล การตรวจพบน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินกำหนดบ่งบอกว่าคุณแม่ท้องอาจเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะนี้สามารถควบคุมได้หากคุณแม่ท้องปฏิบัตตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ตรวจโปรตีน การตรวจพบโปรตีนหรือที่เรียกว่าไข่ขาวปนอยู่ในปัสสาวะเป็นอีกข้อหนึ่งที่บ่งชี้ว่าคุณแม่ท้องมีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • ตรวจหาคีโตน คีโตนมักมีในปัสสาวะของคนที่เป็นโรคเบาหวาน แบบควบคุมไม่ได้ ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือมีการอดอาหารเป็นเวลานาน ดังนันหากคุณแม่ท้องที่เข้าข่ายว่าอาจเป็นเบาหวาน หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ น้ำหนักลดขณะตั้งครรภ์ จึงต้องตรวจวัดระดับคีโตนในปัสสาวะ สำหรับคุณแม่ท้องที่กินอาหารไม่ได้เลย คุณหมอก็จะให้อาหารและยาผ่านทางหลอดเลือดดำ

หากคุณแม่ท้องมีการอาเจียนมาก จนคุณแม่ท้องดื่มน้ำหรือกินอาหารไม่ได้เลย ปัสสาวะเริ่มน้อย หัวใจเต้นเร็ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อแก้ไขทันที เพราะอาจเกิดความผิดปกติของร่างกาย และเสี่ยงต่อการแท้งหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เป็นอันตรายได้