คุณแม่ตั้งครรภ์ 1-6 สัปดาห์ มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

จากการที่มีการเตรียมตัวตั้งครรภ์มานาน ในที่สุดคุณแม่ก็ตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว แต่การตั้งครรภ์ในช่วงแรกของคุณแม่อาจจะยังไม่รู้ตัว ดังนั้นมาดูกันว่า การตั้งครรภ์ 1-6 สัปดาห์ ภายในท้องของคุณแม่จะมีอะไรเกิดขึ้นกันบ้าง

หลังจากไข่ของคุณแม่ผสมเข้ากับเชื้ออสุจิของคุณพ่อ จากนั้นก็จะไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกแล้วเจริญเติบโตกลายเป็นตัวอ่อน ซึ่งการตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้จะทำให้ประจำเดือนของคุณแม่ขาดหายไป เนื่องจากไม่มีการหลุดลอกของเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก แต่เยื่อบุดังกล่าวจะเจริญเติบโตและทำหน้าที่เป็นผนังช่วยให้ไข่ที่ผสมแล้วมายึดเกาะและผังตัว ไข่ที่ฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกนี้จะเติบโตเป็นตัวอ่อน ซึ่งก็คือลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่ที่กำลังพร้อมจะออกมาดูโลกในอีก 9 เดือนต่อไป

อาการประจำเดือนขาด

ในหนึ่งรอบเดือนของผู้หญิงจะมีระยะเวลา 21-35 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่หากประจำเดือนขาดไปนานกว่า 10 วัน เป็นที่สงสัยได้ว่าอาจมีอาการท้องเกิดขึ้น และเมื่อคุณแม่ซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาทดสอบและให้ผลตรวจครรภ์เป็น 2 ขีด คือ ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG) หรือ Human Chorionic Gonadotropin ซึ่งถือเป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์

ฮอล์โมนเอชซีจีจะเกิดขึนก็ต่อเมื่อไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปฝังตัวกับผนังมดลูก โดยเซลล์ส่วนที่จะพัฒนาเป็นรกทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตเพื่อบอกร่างกายของคุณแม่ให้หยุดผลิตไข่ เพราะสิ่งมีชีวิตได้ถือกำเนิดแล้ว ฮอร์โมนนี้จะไปปรากฏอยู่ในเลือดและปัสสาวะ ดังนันเมื่อคุณแม่ทำการทดสอบการตั้งครรภ์ ผลจึงออกมาเป็นบวกหรือขึ้น 2 ขีดนั่นเอง

อาการเลือดออกทางช่องคลอด

สัญญาณการตั้งครรภ์อย่างหนึ่งที่คุณแม่บางคนอาจพบได้บ้าง นั่นคือเลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation Spotting) แม้ชื่อฟังดูน่ากลัวแต่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะเกิดจากกลไกที่ตัวอ่อนไปฝังตัวในผนังมดลูก จึงทำให้มีเลือดออกเป็นสีแดงจางๆ สีน้ำตาล หรือมูกสีชมพูทางช่องคลอดเล็กน้อย โดยจะไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย ซึ่งบางคนออกมาน้อยมาก ครั้งเดียวหาย แต่บางคนอาจเป็นนานสองวัน หากพบว่าเลือดไหลไม่หยุดร่วมกับอาการปวดเกร็งท้องควรรีบปรึกษาแพทย์

คลื่นไส้อาเจียน

คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนก็อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์นี้ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นในสัปดาห์ที่หก อาการที่เป็นคือรู้สึกคลื่นไส้ในช่วงเช้า เพราะเป็นช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีรับฮอร์โมนสูง แต่บางคนอาจคลื่นไส้ได้ทั้งวัน วิธีบรรเทาอาการคือ หลังตื่นนอนอย่าลุกขึ้นทันที อาจนั่งพักสักนิดแล้วหาเครื่องดื่มอุ่นๆ เช่น น้ำเต้าหู้ ช็อกโกแลตอุ่น น้ำขิง เป็นต้น จิบในตอนเช้า พยายามกินอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่ายเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นแรง กลิ่นฉุน เช่น หัวหอม กระเทียม พริกไทย เพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้กลิ่นต่างๆ ได้ รวมถึงเลี่ยงอาหารประเภทของทอดเนื่องจากกลิ่นน้ำมันและความมันอาจยิ่งทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้อาเจียนได้

อาการตกขาว

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากขึ้น จึงทำให้เกิดตกขาวในปริมาณมากขึ้นด้วย ลักษณะของตกขาวปกติจะมีสีขาวขุ่นหรือครีม แต่หากตกขาวมีการเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวหรือเหลือง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้ ในระยะนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดูแลความสะอากอวัยวะเพศสม่ำเสมอเพื่อสุขอนามัยที่ดี

อาการเจ็บหน้าอก

คุณแม่ตั้งครรภ์จะรู้สึกเจ็บหน้าอก คัดตึงเต้านม หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณหัวนม หน้าอกอาจนุ่มนิ่มขึ้น วงปานนมหรือลานนมมีสีเข้มขึ้น หรือเห็นเส้นเลือดดำบริเวณเต้านมได้ชัดขึ้น

ปัสสาวะบ่อย

คุณแม่ตังครรภ์จะปัสสาวะบ่อยขึ้น และตอนกลางคืนก็มักต้องลุกขึ้นไปห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ สาเหตุเกิดจากร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์จะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น ไตจึงต้องขับของเสียมากขึ้น ทำให้มีของเหลวในกระเพาะปัสสาวะมากจนทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยๆนั่นเอง

มีอาการอ่อนเพลีย

จากผลของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์จะทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เหนื่อยง่าย วิธีดูแลคือ พักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็วขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำให้มากขึ้น รวมถึงควรงดดื่มชา กาแฟ ขนมหวาน ออกกำลังกาย หรือทำงานที่หนักและเหนื่อยจนเกินไป

นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด เช่น ฟังเพลงเบาๆ สบายๆ อยู่ในบรรยากาศและอากาศที่ดี แช่ตัวหรือแช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลาย หรือการให้สามีช่วยนวดไหล่ นวดขา นวดเท้า เพื่อคลายความตึงของร่างกายและส่งผลถึงความสบายใจได้ด้วย