โรคลมชัก ผ่าตัดรักษาได้

โรคลมชัก เป็นโรคทางระบบประสาทที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง กระตุก เหม่อนิ่ง หรือทำอะไรไม่รู้ตัว ประมาณ 1-3 นาที ส่วนใหญ่ไม่เกิน 5 นาที เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการชักจะต้องเป็นโรคลมชักเสมอไป เพราะอาจเป็นอาการชักเพียงครั้งแรกที่เกิดจากปัจจัยกระตุ้น เช่น ไข้สูง อดนอน หรือเครียด เป็นต้น ในขณะที่โรคลมชัก อาการชักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่มีปัจจัยกระตุ้น และมีโอกาสเกิดการชักซ้ำในระยะยาว

ลมชัก ทำไมต้องรักษา

เนื่องจากผู้ป่วยโรคลมชักมีโอกาสชักซ้ำ และไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าอาการชักจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร อาจเกิดขึ้นระหว่างขับรถ ข้ามถนน ปีนต้นไม้ ว่ายน้ำ ฯลฯ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น บางรายมีอาการชักซ้ำบ่อยๆ จนไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต กลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม นอกจากนี้การชักบ่อยๆ ยังส่งผลต่อสติปัญญา และการรู้คิดอีกกด้วย การได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังหลักของครอบครัวและสังคมได้

เมื่อรู้ว่าเป็นโรคลมชัก

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก และแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มจะชักซ้ำ แพทย์จะให้ ยากันชัก เพื่อป้องกันการชักซ้ำ โดยเริ่มต้นด้วยการใช้ยากันชักขนิดเดียว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อยากันชักได้ดี สามารถควบคุมอาการชักได้ สำหรับระยะเวลาการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย

อย่างไรก็ตามยังมีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่งที่ใช้ยากันชักแล้วไม่ได้ผลแม้ว่าจะกินยาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอแล้วก็ตาม ในกรณีนี้ทีมแพทย์จะร่วมกันพิจารณาว่าสามารถให้การรักษาด้วย วิธีผ่าตัดสมอง ได้หรือไม่ โดยหวังผลสูงสุดที่ การรักษาหายขาด หรืออย่างน้อยให้สามารถควบคุมอาการชักได้โดยใช้ยากันชักน้อยลง ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคลมชักที่ได้รับการผ่าตัด และหายขาดแล้วหลายราย จึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า ลมชัก ผ่าตัดรักษาหายได้

ผ่าตัดรักษาโรคลมชัก

สำหรับผู้ป่วยโรคลมชักที่ผ่านการพิจารณาจากทีมแพทย์แล้วว่าควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แพทย์จะทำการตรวจสมองอย่างละเอียดด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อหาจุดกำเนิดของอาการชัก ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถผ่าตัดรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เบิกได้ตามสิทธิการรักษา แต่ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งที่มีอาการซับซ้อน ต้องใช้เครื่องมือวัดคลื่นไฟฟ้าสมองชนิดพิเศษซึ่งมีราคาแพง และไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องจ่ายเงินเอง ในกรณีนี้ผู้ป่วยหลายรายที่มีปัญหาด้านการเงิน จึงเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษา สูญเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษา สูญเสียโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

 

ขอบคุณข้อมูล

พญ. ชาลินี พ่วงพูน และ นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์