แบบไหนถึงเรียกว่าอ้วน

คนส่วนใหญ่มักจะรู้ดีว่าความอ้วนเป็นส่วนหนึ่งที่นำมาซึ่งการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ส่งผลให้คนอ้วนมีอายุเฉลี่ยลดลงกว่าคนปกติ จึงมีคำถามตามมาว่าแล้วน้ำหนักตัวเท่าไรจึงถือว่าอ้วน ในทางการแพทย์วิธีที่เป็นที่ยอมรับ โดยทั่วไปและง่ายต่อการประเมิน คือ  การใช้ Body mass index (BMI) ด้วยการคำนวณเอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น หากคุณน้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร ให้เอา 60 ตั้ง แล้วหารด้วย 1.6 สองครั้ง ได้เท่ากับ 23.43 นั่นคือ ?ณ = 23.43 ค่าปกติ คือ 18-22.9 ถ้า 23-27.4 ถือว่าอ้วน (abesity) ถ้ามากกว่า 37.5 ถือว่าอ้วนมาก (Extremely obese)

การผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วน

การผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่

รูปแบบที่ 1 คือการลดขนาดความจุของกระเพาะอาหาร

รูปแบบที่ 2 เป็นการลดระยะทางการดูดซึมอาหารที่ลำไส้เล็ก การผ่าตัดแบบนี้ในปัจจุบันจะใช้กล้องช่วยในการผ่าตัด (Laparoscopic surgery) ทำให้แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวได้เร็ว และภาวะแทรกซ้อนลดลงมากเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง ถ้าผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดลักษณะนี้ คือ มีค่า BMI มากกว่า 35 ร่วมกับมีโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีค่า BMI มากกว่า 40 (ในคนเอเชียรวมถึงคนไทย อาจใช้ BMI ที่น้อยกว่านี้ได้) จะเห็นว่าผู้ป่วยที่มีค่า BMI 23-35 แม้จะเข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่ก็ไม่ได้อ้วนมากขนาดที่ควรจะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้หากจะหาตัวช่วยในการลดน้ำหนักก็ควรจะเป็นการใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร

การใส่บอลลูนเข้าในกระเพาะอาหาร (Intragastric balloon)

การใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหารจะทำให้ความจุของกระเพาะอาหารน้อยลง โดยใช้วิธีการส่องกล้อง (Endoscope) ส่องเข้าทางปากลงไปถึงกระเพาะอาหาร วิธีนี้ไม่ต้องมีแผลผ่าตัดและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แต่จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้โดยเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัม และตัวช่วยนี้จะใส่ไว้ในกระเพาะอาหารได้ไม่เกิน 1 ปี ก็จะต้องมาเอาออก โดยอาศัยหลักการว่าในช่วง 1 ปีที่ใส่บอลลูนไว้ผู้ป่วยจะสามารถปรับวิธีการกินได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือใส่บอลลูนก็ยังต้องทำควบคู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกาย ฉะนั้นการใส่ใจกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้น้ำหนักไม่กลับมาเพิ่มขึ้นอีก

 

ขอบคุณข้อมูล

นายแพทย์โสภณ เลิศศิริโสภณ