อาหารบำบัดโรคตับอักเสบ

ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีหน้าที่หลายอย่าง ได้แก่ สังเคราะห์โปรตีน น้ำดี คอเลสเตอรอล เป็นคลังเก็บรักษาวิตามิน เกลือแร่ พลังงานสำรอง และเป็นแล่งทำลายแอลกอออล์ ฮอร์โมนที่หมดอายุแล้ว สารพิษ ยาต่างๆ เช่น ยาพาราเซตามอล เมื่อใดที่ตับต้องทำลายสารเคมีต่างๆ ปริมาณมากๆ หรือถูกไวรัสตับโจมตีอย่างหนักจนล้มป่วย เซลล์ตับก็จะถูกทำลาย และเกิดการอักเสบจนสูญเสียหน้าที่กลายเป็นโรคตับอักเสบ หากมีการอักเสบชนิดเรื้อรังก็อาจเกิดพังผืดขึ้นแทนที่เซลล์ตับ จนพัฒนาไปเป็นตับแข็งในอนาคตได้ นอกจากสารพิษและไวรัสแล้ว ความอ้วนและไขมันที่เกาะตามตับก็เป็นสาเหตุทำให้ตับอักเสบได้เช่นกัน ในประเทศไทยพบว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคตับอักเสบมักมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง และมีอาการที่อาจส่งผลต่อการขาดสารอาหาร ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

การรักษาโรคตับอักเสบมุ่งเน้นให้เซลล์ตับได้พักเพื่อฟื้นฟูของเซลล์ให้กลับมาปกติ โดยผู้ป่วยสามารถช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูของเซลล์ตับได้โดยการพักผ่อนให้เต็มที่ และงดออกกำลังกายหรือทำงานอย่างหักโหม โดยเฉพาะในช่วงที่ตับมีการอักเสบอยู่ หยุดซ้ำเติมตับด้วยสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นยา สมุนไพร เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ในส่วนของอาหารการกินนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้อาการแย่ลง ส่วนอาหารที่ดีจะช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นดรคตับแข็ง และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงและต่อสู้กับโรคได้ ผู้ป่วยจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินดังนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกวัน ในปริมาณที่พอดี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับพลังงานที่เพียงพอ แม้ผู้ป่วยโรคตับอักเสบจะมีความต้องการพลังงานเช่นเดียวกับคนปกติ แต่ด้วยอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จึงทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับพลังงานที่ไม่เพียงพอ
  • อาหารหมวดข้าวแป้งถือเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สำคัญ สามารถรับประทานได้เช่นเดียวกับคนปกติ ควรเลือกข้าวแป้งไม่ขัดสี เพราะมีกากใยสูง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือดได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบบางกลุ่ม โดยเฉพาะจากไวรัสตับอักเสบซีซึ่งมักมีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูง
  • รับประทานโปรตีนทั้งจากพืชและจากสัตว์ให้เพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ นมถั่วเหลือง ถั่วเหลืองแห้ง ชีส เป็นต้น เพราะโปรตีนคือสารอาหารที่สามารถช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อตับ และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างภูมิคุ้มกันที่จะใช้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่โจมตีเซลล์ตับ แต่สำหรับผู้ป่วยที่กลายเป็นโรคตับแข็งแล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเรื่องการรับประทานโปรตีนที่เหมาะสม เพราะหากได้รับโปรตีนมากเกินก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับสมองได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง เนื่องจากตับมีหน้าที่สำคัญในการผลิตสารน้ำดีสำหรับช่วยในการย่อยไขมัน เมื่อตับอักเสบการผลิตน้ำดีอาจลดลงทำให้การย่อยไขมันไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ไขมันสูงจึงอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้องได้
  • รับประทานผักผลไม้หลากสี เพราะผักผลไม้ไม่เพียงเป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่ แต่ยังอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงป้องกันเซลล์ตับถูกทำลายเพิ่มขึ้นได้ ผู้ป่วยสามารถรับประทานผักผลไม้ในรูปสด หรือปั่นรับประทานได้ตามชอบ สิ่งสำคัญคือควรล้างผักผลไม้ให้สะอาด เพื่อป้องกันการได้รับสารเคมีจากยาฆ่าแมลงซึ่งอาจทำให้ตับต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น หรืออาจเลือกรับประทานผักผลไม้หลากหลายตามฤดูกาล จะช่วยลดโอกาสในการได้รับสารเคมีทางการเกษตรลงได้
  • หลีกเลี่ยงการกินเค็ม อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป หมักดอง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการบวม
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้ยิ่งคลื่นไส้อาเจียน เช่น อาหารมัน อาหารทอด อาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นฉุน หากรู้สึกคลื่นไส้มากอาจรับประทานเป็นเครื่องดื่ม หรืออาหารที่เย็นๆ แทน เช่น หมี่เย็น ข้าวแช่ สมูตตี้ ไอศกรีมเซอร์เบต ก็จะช่วยให้อาการคลื่นไส้อาเจียนทุเลาลงได้
  • หากมีอาการแน่นท้อง เบื่ออาหาร อาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก แต่เน้นรับประทานบ่อยๆ แทน โดยรับประทานอาหารหลัก และเสริมอาหารว่าง 4-6 มื้อต่อวัน
  • ในผู้ที่มีไขมันพอกตับควรลดน้ำหนักเพื่อลดความรุนแรงของโรค และป้องกันการเกิดโรคตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส
  • ดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีไข้ หรือมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ควรเพิ่มการดื่มน้ำจากเดิมอีก ยกเว้นผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ป้องกันตับอักเสบ

การป้องกันโรคตับอักเสบคงหนีไม่พ้นการมุ่งเน้นป้องกันสาเหตุ โดยป้องกันการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ทำได้โยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซึ่งเป็นกลวิธีในการป้องกันที่ได้ประสิทธิภาพถึง 95% เพียงแต่วัคซีนที่มีฉีดในปัจจุบันครอบคลุมแค่ไวรัสตับอักเสบเอและบีเท่านั้น ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ดี อี สามารถป้องกันได้โยการดูแลเรื่องสุขอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เลียงอาหารสุกๆ ดิบๆ และอาหารทีปนเปื้อนเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง หัวหอม กระเทียมที่มีราขึ้น และป้องกันการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้อื่น หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำลายตับ เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่ซื้อยาทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณกินเอง หรือใช้ยาใดๆ เป็นปริมาณมากหรือเป็นระยะเวลานานๆ เป็นต้น รวมทั้งปรับน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะคนที่อ้วนจะมีความเสียงต่อการเกิดไขมันพอกตับทำให้เกิดตับอักเสบได้ง่ายกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวพอดี

ส่วนอาหารหรือวิธีการล้างพิษตับที่ได้รับความนิยมกันในปัจจุบันนั้นยังไม่พบว่ามีวิธีใดช่วยป้องกันโรคตับอักเสบได้จริง หากผู้ป่วยท่านใดอยากลองรักษาทางเลือกลองสอบถามความคิดเห็นจากแพทย์ดูก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาภายหลังได้

 

ขอบคุณข้อมูล

อ.เอกชัย แซ่เตีย