จริงหรือไม่ที่มีโลหะหนักปนเปื้อน ในช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต (Chocolate) เป็นผลผลิตที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้ในเขตร้อน (Tropical cacao tree) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากทวีปอเมริกากลางและเม็กซิโก ต้นโกโก้ถูกค้นพบโดยชาวอินเดียนแดงและชาวอัซเตก (Aztecs) และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า มนุษย์ในถิ่นเหล่านี้บริโภคน้ำจากเมล็ดโกโก้ตั้งแต่ประมาณ 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ในปัจจุบันได้มีการนำไปเพาะปลูกทั่วเขตร้อน ผลผลิตของเมล็ดโกโก้รู้จักกันในชื่อว่า ช็อกโกแลต หรือ โกโก้

ช็อกโกแลตถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม คุกกี้ เค้ก โดยช็อกโกแลตถือได้ว่าเป็นของหวานที่เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก กระบวนการผลิตช็อกโกแลตทำได้โดยการหมัก คั่ว และบดเมล็ดโกโก้อย่างละเอียด ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้เป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อต่างๆ แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก

  • โกโก้ (Cocoa) คือ เมล็ดของต้นโกโก้
  • เนยโกโก้ (Cocoa butter) คือ ไขมันของเมล็ดโกโก้
  • ช็อกโกแลต (Chocolate) คือ ส่วนผสมระหว่างเมล็ดของต้นโกโก้และเนยโกโก้

สารที่พบได้ในเมล็ดโกโก้มีหลายชนิด และออกฤทธิ์แตกต่างกันไป ได้แก่

  • ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท เช่น โดปามีน (Dopamine), แคฟเฟอน (Caffeine) และซีโรโทนิน (Serotonin)
  • สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น คาเทชิน (Catechins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และฟีโนลิก (Phenolics)
  • สารที่เพิ่มความรู้สึกทางเพศ เช่น เมทิลแซนธีน (Methylxanthine) ซึ่งมักพบในช็อกโกแลตที่ไม่ผสมนมและน้ำตาล (Dark chocolate) โดยทั่วไปจะให้รสขม

ในบางงานวิจัยพบว่าสารที่มีอยู่ในเมล็ดโกโก้และ Dark chocolate อาจช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนช่วยเพิ่มการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อภายหลังการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ลดประสิทธิภาพของไขมันที่ไม่ดี (LDL) ส่งผลให้ลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยชะลอโอกาสเกิดอาการความจำเสื่อม (Dementla) และช่วยลดอาการไอ อย่างไรก็ดีการบริโภคในปริมาณมาก และต่อเนื่องอาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกินรวมทั้งโรคไขมันในเลือดสูงเนื่องจากปริมาณน้ำตาลและไขมันที่เป็นส่วนผสมหลักของช็อกโกแลตโดยทั่วไป

ทำไมจึงมีดโลหะหนักปนเปื้อนในช็อกโกแลต

การที่มีโลหะหนักปนเปื้อนในช็อกโกแลตเนื่องจากต้นโกโก้ที่นำมาผลิตช็อกโกแลตสามารถดูดซึมโลหะหนักโดยเฉพาะสารตะกั่ว (Lead) หรือแคดเมียม (Camium) และนำไปเก็บสะสมไว้ในเมล็ดโกโก้ โดยในปัจจุบันมีการกำหนดค่ามาตรฐานเพื่อความปลอดภัย ดังนี้

ค่ามาตรฐานสำหรับตะกั่วในช็อกโกแลตคือ ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (0.1 ppm)

ค่ามาตรฐานสำหรับแคดเมียมในช็อกโกแลตนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณโกโก้โดย

  • ปริมาณโกโก้น้อยกว่าร้อยละ 30 ระดับแคดเมียมไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
  • ปริมาณโกโก้มากกว่าร้อยละ 30 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ระดับแคดเมียมไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
  • ปริมาณโกโก้มากกว่าร้อยละ 50 ระดับแคดเมียมไม่เกิน 0.8 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
  • ผงโกโก้ชงดื่ม หรือทำขนม ระดับแคดเมียมไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดให้ระบุปริมาณสารตะกั่วบนบรรจุภัณฑ์ช็อกโกแลต ดังนั้นในการบริโภคช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพจึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพื่อจำกัดปริมาณของสารตะกั่วที่อาจได้รับจากช็อกโกแลต

จากการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตที่วางจำหน่ายในประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเปิดเผยว่า มีปริมาณตะกั่วที่พบน้อยกว่า 0.03-0.05 ppm ซึ่งไม่เกินค่ากำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยค่าที่กำหนดคือ 1 ppm ยกเว้นช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน พบได้ไม่เกิน 2 ppm ส่วนการสุ่มตรวจปริมาณแคดเมียมพบว่าน้อยกว่า 0.03-0.14 ppm ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ตะกั่วและแคดเมียมที่พบในช็อกโกแลตอาจมาจากการปนเปื้อนตามธรรมชาติจากแหล่งเพาะปลูกโกโก้ โดยเป็นการปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อมที่มาจากน้ำและดินในการปลูกพืช ดังนั้นปริมาณตะกั่วและแคดเมียมที่ตรวจพบในช็อกโกแลตยังคงมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ถึงแม้ว่าสารปนเปื้อนในช็อกโกแลตยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้คำแนะนำให้บริโภคด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากช็อกโกแลตมีน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่สูง อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้