โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้สูงอายุ

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการประเมินว่า เมื่อปี พ.ศ. 2540 มีผู้หญิงผิวขาวถึง 13-18% ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน และอีก 25-27% อยู่ในภาวะกระดูกบาง (osteopenia) โดยที่อัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยพบว่าผู้หญิงอเมริการผิวขาวที่มีอายุมากกว่า 80 ปีป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนถึง 70% ส่วนในประเทศไทยแม้ยังไม่มีการศึกษาอย่างแน่ชัดถึงอุบัติการณ์ของโรคกระดูกพรุน แต่เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยก้าวสู่สังคมของผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ทำให้คาดได้ว่าปัญหาโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุน่าจะยิ่งเพิ่มจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

  • ผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • สตรีวัยหมดประจำเดือน โดยเฉพาะผู้ที่หมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ (ก่อนอายุ 45 ปี) รวมทั้งผู้ที่ตัดรังไข่ทั้งสองข้างก่อนหมดประจำเดือนด้วย
  • เพศหญิง
  • ผู้หญิงผิวขาวและผู้หญิงเอเชีย
  • ผู้ที่มีญาติประสบกับภาวะกระดูกพรุนมาก่อน
  • ผู้ที่เคยกระดูกหักจากภาวะกระดูกเปราะบาง
  • ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยหรือผอมกว่าปกติ
  • ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือไม่ค่อยใช้แรงกาย
  • ผู้ที่บริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ
  • ดื่มสุราหรือกาแฟเกินขนาดเป็นประจำ
  • สูบบุหรี่เป็นประจำ
  • มีภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อนเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เช่น ได้รับยา gonadotropin releasing hormone (GnRH) analogue หรือออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น มองเห็นไม่ชัดเจน
  • ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ และยากันชัก เป็นต้น

โรคกระดูกพรุนเกิดจากการที่กระดูกมีความแข็งแกร่งลดลง ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ความแข็งแกร่งของกระดูกลดลง และนำมาสู่โรคกระดูกพรุนคือ

  • ปริมาณมวลกระดูกที่ร่างกายสะสมไว้มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • มีภาวการณ์สลายกระดูกมากกว่าปกติ

โดยทั่วไปร่างกายจะมีการสะสมมวลกระดูกจากการสร้างมากกว่าการสลายกระดูกตั้งแต่แรกเกิด จนถึงอายุประมาณ 30-34 ปีจะถึงจุดที่มีมวลกระดูกสูงสุด (peak bone mass) หลังจากนั้นการสร้างและการสลายกระดูกจะสมดุลกัน จนกระทั้งอายุ 40-45 ปีจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก ยิ่งหากเป็นผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนจะมีอัตราการสลายกระดูกที่เร็วมาก หรือภาวะจากโรคบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ ธาลัสซีเมีย หรือผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยากันชัก จะทำให้อัตราการสลายกระดูกเพิ่มขึ้นจนเกิดโรคกระดูกพรุนได้

โรคกระดูกพรุน ถือเป็นภัยเงียบเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน

อาจมีบ้างในผู้ป่วยบางราย เช่น ความสูงลดลง หลังค่อม เป็นต้น ทว่าผลกระทบสำคัญที่ตามมาของโรคนี้คือ กระดูกหักได้ง่าย เช่น กระดูกสะโพกหักจากการหกล้มในท่ายืน กระดูกสันหลังหักจากการก้มตัวหรือการยกของหนัก เป็นต้น ผลกระทบเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตตามปกติ ซึ่งสาเหตุการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนที่พบส่วนใหญ่มาจากการหกล้ม จะเห็นได้ว่าสาเหตุการล้มนี้จะมีเรื่องของอายุเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นนอกจากความเสี่ยงกระดูกพรุนจะเพิ่มขึ้นแล้ว กลไกป้องกันการล้มจะแย่ลงตามไปด้วย ความเสี่ยงกระดูกหักจึงมีมากขึ้น

ในประเทศไทยได้มีการศึกษาพบว่า อัตราการตายหลังภาวะกระดูกสะโพกหักสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีแรกหลังกระดูกสะโพกหักมีอัตราตายร้อยละ 21.1 สูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 9.3 เท่า และอัตราตายหลังกระดูกสะโพกหัก 10 ปีสูงถึงร้อยละ 68 เลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าโรคกระดูกพรุนส่งผลกระทบด้านลบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เราทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันภาวะนี้