พ่อแม่สร้างลูกสองภาษาได้

สอนภาษาลูกโดยไม่ต้องแปล คือการไม่สอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมคำแปล เช่น cat คือแมว แล้วให้ลูกท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมกับคำแปล เพราะการสอนแบบนี้จะทำให้ลูกพูดทั้งคำศัพท์และคำแปลไปพร้อมกัน เล่น แคทแมว และยังทำให้ต้องใช้เวลาคิดอยู่ในหัว เหมือนคนไทยส่วนใหญ่ก่อนพูดภาษาอังกฤษมักจะคิดว่า เอ๊ะ คำนี้ศัพท์คืออะไร ไม่ได้ออกมาตามธรรมชาติของคำศัพท์นั้น ซึ่เด็กควรจะเห็นแมวเดินมาแล้วพูดว่าแคทได้เลยจะดีกว่า ดังนั้นการสอนจึงต้องสอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์และชี้ไปที่สิ่งนั้นโดยตรงแล้วใช้คำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษร่วมด้วย ทั้งพ่อแม่และลูกก็จะสนุกร่วมกัน

พยุงการพูด พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบกระตุ้นสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เด็กเปล่งเสียงออกมาเลียนแบบต้นแบบไม่ได้ให้ลูกฟังอย่างเดียว แต่ให้ลูกสื่อสารกลับมาด้วย เพราะความจริงแล้วภาษาเกิดจากการฟังพูดก่อน หมั่นทำซ้ำๆ ตรงนี้ให้แน่น ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน และเป็นต้นแบบให้ลูกเลียนแบบ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกไปอยู่กับไอแพ็ด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พ่อแม่และลูกจะฟังได้ แต่คุณและลูกจะพูดไม่ได้หรือพยายามจะพูดจนเคอะเขินในการออกเสียงหรือออกเสียงไม่ถูกต้องเพราะไม่มีคนขัดเกลาการเลียนแบบ ที่สำคัญคือ ต้องทำซ้ำทุกวันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษาแบบธรรมชาติให้ลูกเคยชินจนคล่องและติดไว้ในความทรงจำและฝังไว้ในสมอง การพูดกับลูกจะเป็นการใช้ประสบการณ์ร่วมกัน ทำให้ลูกสามารถจดจำได้ยาวนาน อาจเริ่มง่ายๆ จากกิจวัตรประจำวันที่ลูกทำกับพ่อแม่ เช่น กินอาหาร อาบน้ำ แปรงฟัน ฯลฯ

ฝึกให้พูดจากความเข้าใจ มีหลายคนไม่เข้าใจเรื่องนี้เขาบอกว่าแนวคิดนี้ไม่เน้นไวยากรณ์ แต่ความจริงแล้วไวยากรณ์มันจะอยู่ในความรู้สึก ดังนันเมื่อสอนเด็กให้พูดง่ายๆ ใช้คำกริยาที่ไม่ซับซ้อน เช่น หยิบจับ วาง ทำแบบนี้ทุกวันเรื่อยๆ จนคล่อง แล้วค่อยใช้ตามหลักไวยากรณ์ให้ใกล้เคียงการพูดและให้ลูกเลียนแบบ จากนั้นเรื่องไวยากรณ์จะเกิดขึ้นตามความรู้สึกได้เองว่าเขาใช้คำนี้ผิดและใช้คำนี้ถูก เช่น เริ่มจากให้ลูกรู้จักคำว่าเตียง พ่อแม่ชี้ไปที่เตียงก่อนนอนทุกวันแล้วสอนว่า bed ให้เขารู้ว่าเวลานอนคือ sleep จากนั้นก็ค่อยเริ่มเป็นประโยค It’s bed time. เขาก็จะรู้ว่าต้อง sleep แล้ว

การสอนแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้ประโยคต้นแบบให้ถูกต้อง และลูกก็จะเลียนแบบตามโดยไม่ต้องอธิบายและจะใช้ถูกเองอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นถ้ามีคนพูดต่างจากสิ่งที่เขาเคยได้ยิน เขาจะรู้สึกทันทีว่ามันผิด แต่เขาอาจจะยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงผิด ยกตัวอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับคนจีน เช่น คำว่าอั่งเปาหรือซองแดงที่ให้วันตรุษจีน ซึ่งหากแยกคือ คำว่า เปา คือซอง แต่สีแดงจะออกเสียง อั้ง ซึ่งพอเอามารวมกันกลับออกเสียง อั่งเปา ไม่มีใครพูด อั้งเปา เพราะมันเพี้ยน นี่คือไวยากรณ์ที่อยู่ในความรู้สึกและความเข้าใจ

ทำซ้ำๆ เน้นความถี่ เด็กจะตอบสนองกับการทำซ้ำ และความถี่ ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือพื้นที่ที่มีความถี่ของภาษาไหน ลูกก็จะเรียนรู้และตอบสนองต่อภาษานั้นได้ดีมากตามไปด้วยนั่นเอง ดังนันเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปีแรกจะอยู่กับพ่อแม่มากที่สุด ดังนั้นพ่อแม่จะต้องใช้ภาษากับลูกซ้ำๆ บ่อยๆ สร้างสถานการณ์ที่สอดคล้องกับสิ่งนั้นสม่ำเสมอเป็นประจำ เช่น หยิบขนมเข้าปากแล้วบอกลูกว่า eat (อีท) ลูกจะรู้ด้วความรู้สึกว่าแบบนี้คืออีท ดังนั้นกริยาอื่นๆ ก็จะไม่ใช่อีทนั้นเอง และหลังจากลูกเริ่มจำและออกเสยงคำศัพท์ได้เยอะระดับหนึ่งแล้วต้องเริ่มผูกวลีง่ายให้เขาพร้อมกับการทำกริยานั้นๆ เช่น sit down (นั่งลง) stand up (ยืนขึ้น) เป็นต้น รวมถึงการที่พ่อแม่อ่านนิทานภาษาอังกฤษให้ลูกฟังทุกวันก็จะทำให้ลูกรู้ในสิ่งที่เห็นมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเรียนรู้อย่างสนุก มีความสุข เห็นภาพ แล้ววันหนึ่งเขาก็จะชี้ตัวละครและส่งเสียงชื่อตัวนั้นเป็นภาษาอังกฤษตามที่พ่อแม่อานให้ฟังได้ด้วย

ใช้ฝรั่งดิจิทัลเป็นตัวช่วยไม่ใช่ตัวหลัก นั่นคือ ใช้เทคโนโลยีดิจิทับเป็นตัวช่วยในการสอนภาษาให้ลูก แต่ให้พ่อแม่ใช้ ไม่ใช่ใช้กับลูกเป็นตัวหลัก คือ พ่อแม่ต้องพูดต้องสอนลูกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เปิดการ์ตูนฝรั่งให้ลูกดู เพราะการทำสิ่งนี้จะไม่มีประโยชน์ ไม่เกิดผลถ้าพ่อแม่ไม่สอน ไม่พูดกับลูก เพราะลูกเองอาจจะรู้เรื่อง เข้าใจ แต่ไม่สามารถสื่อสารได้ พูดโต้ตอบในสิ่งที่ต้องการกับพ่อแม่ได้ เพราะการให้ลูกเล่นอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ จะทำให้ลูกได้รับการสือสารทางเดียว ลูกก็จะพูดไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

ส่งผ่านรอยต่อให้แข็งแรง คือการสอนภาษาอังกฤษให้ลูกอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกันไปทีละจุด โดยต้องเริ่มจากจุดที่เล็กทีสุดก็คือ คำ พอคำพูดจากความรู้สึกได้ก็จะเป็น วลี แล้วค่อยไปเป็น ประโยค สอนลูกทีละจุดๆ คำก็เช่นกัน มีของอย่างหนึ่งยื่นให้ลูก แล้วก็พูดว่า take (เทค) ไม่ได้มีความรู้สึก เด็กจะบันทึกว่ามีการยื่น เขาจะจับภาพว่ามีคนยื่นอะไรมาให้เขา เขาหยิ่บแล้วได้ยินเสียงพูดว่า take (เทค) เขาจะบันทึกคำนั้นไว้ในสมองแล้วจากนั้นขยายเป็นวลี take it. (เทค-อิท) เขาจะรู้ว่าคืออะไร แล้วค่อยเป็นประโยคโดยการเอาตัวเองหรือคนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม Take it him. (เทค-อิท-ฮิม) เขาจะเรียนรู้การยื่นให้คนอื่นเข้ามาเพิ่มขึ้น ดังนั้นพ่อแม่ต้องสอนลูกให้เชื่อมโยง ส่งต่อจากคำหนึ่งเป็นสิบ คำหนึ่งเป็นร้อยคำจากนั้นลูกก็จะคิดเล่าสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากคำง่ายๆ มาเชื่อมต่อกันและค่อยขัดเกลาให้เป็นประโยคภาษาอังกฤษได้จากสิ่งที่เขาสั่งสมเอาไว้นั่นเอง