ต้องยุติการตั้งครรภ์ หากคุณแม่เป็นโรคลิ้นหัวใจ จริงหรือไม่?

ในช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่บางท่านอาจพบภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ หรือโรคที่คุณแม่เป็นอาจส่งผลต่อสุขภาพหรือแม้แต่ความปลอดภัยของคุณแม่เอง ทำให้หลายครั้งแพทย์ต้องเลือกยุติการตั้งครรภ์ และหนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากคุณแม่เป็นโรคลิ้นหัวใจ สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ หรือต้องยุติการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว?

โรคลิ้นหัวใจ ภัยร้ายใกล้ตัว

โรคลิ้นหัวใจ ถือเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบ เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก แม้เข้าสู่วัยรุ่นก็อาจมีอาการบ้างแต่ไม่รุนแรง กระทั่งอายุ 40-50 ปี อาการจะแสดงออกอย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย หอบ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง รบกวนชีวิตประจำวัน บางรายอาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจมักเกิดจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจจึงเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป

โรคลิ้นหัวใจส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

การตั้งครรภ์นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสรีระทางร่างกายหลายประการ รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำหนักจากการรับประทานอาหารและน้ำหนักตัวของลูกน้อย จากเดิมหัวใจอ่อนแอหรือทำงานหนักอยู่แล้ว เมื่อตั้งครรภ์หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นและทำงานหนักขึ้น ทำให้คุณแม่มีอาการทรุดลงได้ง่ายกว่าปกติ

กรณีที่คุณแม่เป็นโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ ก็มีความเป็นไปได้ว่าทารกในครรภ์อาจจะได้รับโรคนี้มาโดยการสืบทอดทางกรรมพันธุ์ คุณแม่จะทรายได้เมื่ออายุครรภ์ครบ 5 เดือนแล้ว เพราะแพทย์จะทำการอัลตร้าซาวด์และทำการเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจสอบสุขภาพของทารกในครรภ์นอกจากนี้ ทารกในครรภ์จะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติเพราะเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจของแม่ไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

เป็นโรคลิ้นหัวใจ อยากตั้งครรภ์ทำได้หรือไม่

สำหรับผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์และอยากตั้งครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจก่อนตั้งครรภ์ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีให้เลือกใช้หลายชนิด หลักๆ มี 2 แบบคือ ลิ้นหัวใจ สังเคราะห์ที่ทำจากโลหะ ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดไปตลอดชีวิต อาจส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์และอาจทำให้เด็กพิการได้ และลิ้นหัวใจที่ทำจากเนื้อเยื่อ ต้องทานยาละลายลิ่มเลือดประมาณ 3 เดือนแล้วไม่จำเป็นต้องทานอีกต่อไป แต่อายุการใช้งานของลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อมีประมาณ 10 ปี ดังนั้นถ้าหากลิ้นหัวใจเลื่อมลิ้นหัวใจรั่ว หรือลิ้นหัวใจตีบเกิดขึ้นอีกต้องกลับมาผ่าตัดแก้ไขใหม่

ตั้งครรภ์แล้ว เพิ่งพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจ

หากตั้งครรภ์แล้วพบว่าตนเองเป็นโรคลิ้นหัวใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจะพิจารณาระดับความรุนแรง หากความรุนแรงไม่มาก สามารถดูแลครรภ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ แต่ถ้าหากอยู่ในระดับที่รุนแรงมากจะต้องพิจารณาจากอายุครรภ์ ถ้าเพิ่งตั้งครรภ์ในช่วง 2-3 เดือนแรก แพทย์อาจยุติการตั้งครรภ์ด้วยการขูดมดลูก แต่ถ้าตั้งครรภ์ไปแล้วประมาณ 5 เดือน แพทย์จะดูแลและให้ยาเพื่อประคับประคองอาการจนเด็กโตพอสมควรคือประมาณ 36 สัปดาห์แล้วจึงทำการผ่าคลอด โดยแพทย์จะบอกถึงความเสี่ยงที่คุณแม่ต้องพบ เช่น การแท้งบุตร เด็กเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ เป็นต้น

ระดับความรุนแรงของโรคลิ้นหัวใจที่พบในคุณแม่ สามารถดูได้จากอาการที่ปรากฏเป็นหลัก เรียกว่า functional Class แบ่งออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

Class 1 สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย ใจสั่น อาการแน่นหน้าอก

Class 2 ขณะทำกิจกรรมตามปกติแม้เพียงเล็กน้อยจะเริ่มเหนื่อย ใจสั่น หรือแน่นหน้าอก

Class 3 ขณะทำกิจกรรมตามปกติ แม้เพียงเล็กน้อยจะเริ่มเหนื่อย ใจสั่น หรือแน่นหน้าอก เช่น การขึ้นบันไดเพียง 2 ชั้นก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว

Class 4 แม้ขณะนั่งเฉยๆ หรือนั่งพักจะมีอาการหอบเหนื่อย ใจสั่น หรือแน่นหน้าอก

หากอยู่ใน Class 1 และ Class 2 ผู้ป่วยสามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ระหว่างตั้งครรภ์ต้องอยู่ในความดูแลของแพทยือย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะตั้งครรภ์หัวใจคุณแม่จะสูบฉีดเลือด (Cardiac Output) เพิ่มขึ้นมากกว่าคนปกติถึง 40% เนื่องจากมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์และสูงสุดในช่วงกึ่งกลางการตั้งครรภ์

แต่ถ้าหากคุณแม่ลิ้นหัวใจรั่วมากหรือตีบมากอยู่ใน Class 3 หรือ Class 4 ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจทันที เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม หากคุณแม่ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแล้วตั้งครรภ์ ถ้าเป็นลิ้นหัวใจที่ทำจากเนื้อเยื่อสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นลิ้นหัวใจสังเคราะห์ที่ทำจากโลหะอาจต้องหยุดทานยาละลายลิ่มเลือดแล้วเปลี่ยนไปใช้ยาฉีดตามที่แพทย์สั่ง

ดังนั้นผู้หญิงที่มีปัญหาโรคลิ้นหัวใจควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ การตรวจสุขภาพคุณแม่ก่อนตั้งครรภ์อย่างละเอียด การตรวจหัวใจและหลอดเลือดหัวใจจะช่วยให้คุณแม่สามารถวางแผนการมีเจ้าตัวน้อยได้เป็นอย่างดีและช่วยให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมีหัวใจที่แข็งแรง

 

ขอบคุณข้อมูล

นายแพทย์วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล