ลดความดันโลหิตสูง ลดเสียงโรคแทรกซ้อน

ความดันโลหิต หรือ ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pressure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัวซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pressure) ดังนั้นการรายงานผลความดันโลหิต จึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทึกความดันซีสโตลิคเป็นตัวแรก หรือตัวบน ส่วนความดันไดเอสโตลิค จะบันทึกเป็นตัวตามหรือตัวล่าง เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 หมายความว่า ความดันซีสโตลิค คือ 120 ส่วนความดันไดแอสโตลิค คือ 80

ความดันโลหิตจัดเป็นสัญญาณชีพที่สำคัญ (ความดันโลหิต, อัตราการหายใจ, ชีพจร และอุณหภูมิของร่างกาย) สามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง การทำงานของหัวใจและโรคหัวใจ โดยปกติค่าความดันโลหิตจะอยู่ที่ 120/80 และไม่เกิน 140/90 แต่ความดันจะไม่เท่ากันตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ และตามช่วงวัย

ความดันโลหิตสูงปลอม และความดันโลหิตสูงหลบซ่อน

จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุอันหนึ่งของอัตราการเสียชีวิตทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองมากกว่า 6-7 ล้านรายต่อปี มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึนถึง 1.56 พันล้านคน สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขคาดว่ามีผู้ป่วยจำนวนกว่า 10 ล้านคน แต่ร้อยละ 70 ของคนกลุ่มนี้ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะดังกล่าว

ความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็นหลายระดับ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการในการรักษาที่แตกต่างกัน แต่ปัญหาคือการวินิจฉัยผิดพลาดอันเกิดจากค่าความดันที่วัดได้ที่โรงพยาบาลไม่ตรงกับค่าความดันจริง โดยมีสาเหตุมาจาก ภาวะความดันโลหิตสูงปลอม (White Coat Hypertension) คือ ภาวะที่ความดันโลหิตที่วัดได้จากคลินิก โรงพยาบาล หรือสถานบริการสาธารณสุขมีค่าสูง (มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท) อาจเกิดจากความตื่นเต้น ความกังวล หรือตอบสนองต่อสภาวการณ์ในขณะนั้น แต่ความดันในช่วงระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันพบว่าไม่สูง

และอีกหนึ่งสาเหตุที่ค่าของความดันดลหิตสูงหลบซ่อน (Masked Hypertension) คือ ภาวะที่ความดันโลหิตที่วัดได้จากคลินิก โรงพยาบาล หรือสถานบริการสาธารณสุขมีค่าปกติ (ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท) แต่ความดันในช่วงระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันหรือเมื่อวัดความดันโลหิตที่บ้านพบว่าสูง ดังนั้นทางออกทีดีที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงของการวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับความจริงคือการวัดความดันโลหิตเองที่บ้าน

วัดความดันโลหิตด้วยตนเองมีข้อดีอย่างไร

การที่แพทย์มีข้อมูลความดันโลหิตของผู้ป่วยที่วัดเป็นประจำทุกวันจากที่บ้าน นอกจากจะได้ข้อวินิจฉัยทีแม่นยำแล้ว มีส่วนช่วยเลี่ยงอันตรายจากการใช้ยาลดความดันโดยไม่จำเป็น เช่น กรณีที่ผู้ป่วยทานยาลดความดันจนกลายเป็นภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) นอกจากจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวแล้ว อาจทำให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลงจนอวัยวะบางส่วน เช่น หัวใจหรือสมองทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยอาจล้มหรือชัก ความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินลดลง ในผู้สูงอายุอาจเกิดโรคอับไซเมอร์ได้ เป็นต้น

วิธีวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้าน

การตรวจวัดความดันโลหิตด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอที่บ้านควรทำอย่างน้อยวันละ 2 เวลา คือในตอนเช้าและตอนเย็น โดยวัดในท่านั่ง พร้อมจดบันทึกข้อมูลค่าความดันโลหิตอย่างถี่ถ้วนเพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยการใช้ยาอยู่ควรวัดในช่วงเช้าก่อนรับประทานยาลดความดันโลหิต 2 ครั้ง และช่วงเย็นอีก 2 ครั้ง รวมวันละ 4 ครั้ง เป็นประจำทุกวัน การวัดความดันโลหิตในครั้งแรกควรทำทั้ง 2 แขน เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดปกติของโรคหลอดเลือดบางชนิด และระดับของปลอกแขนจะต้องอยู่ในระดับหัวใจหรือถ้าวัดความดันที่ข้อมือจะต้องยกมือมาอยู่ในระดับหัวใจ การวัดที่ดีต้องอยู่ในท่านั่งหลังจากที่ได้พักผ่อนประมาณ 10 นาที และเพื่อความแน่นอนจะวัด 2-3 ครั้งก็ได้

สำหรับวิธีการอ่านค่าความดัน ดังนี้

  • ความดันโลหิตปกติคือ 90-119/60-79 มิลลิเมตรปรอท
  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120-139/80-89 มิลลิเมตรปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มิลลิเมตรปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 160/100 มิลลิเมตรปรอทขึนไป

โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มิลลิเมตรปรอทเป็นต้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจล้มเหลว สมองสูญเสียการทำงาน หรือไตล้มเหลว

โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

ทั้งนี้ความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวขึ้นสูงกว่าปกติ เมื่อวัดความดันแล้วพบว่าค่าผิดปกติ ให้วัดซ้ำอีกครั้งห่างกันประมาณ 5 นาที หลังพักประมาณ 5-10 นาที ถ้าค่าการวัดยังผิดปกติ จึงจะถือว่าความดันผิดปกติจริง

การวัดความดันโลหิตควรเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 หรือ 20 ปีเป็นต้นไป โดยควรตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง เมื่อพบว่ามีแนวโน้มผิดปกติ แพทย์พยาบาลจะได้แนะนำการดูแลตนเองหรือวินิจฉัยหาสาเหตุและเพื่อรักษาควบคุมโรค ซึ่งดีกว่าการตรวจพบหลังจากมีอาการผิดปกติแล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง

ศาตราจารย์ คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อภิชาต สุคนธสรรพ์