ดูแลกระดูกให้แข็งแรง ก่อนจะสายเกินไป

กระดูกเป็นอวัยวะในร่างกายที่มีการสร้างและทำลายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในมวลกระดูกจะมีการสลายกระดูกในรูปแบบของแคลเซียมออกมาสู่เลือด ขณะเดียวกันก็มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากอาหารที่รับประทานเข้าไปปะปนอยู่ในเลือดมาสร้าง ทำให้ได้มวลกระดูกใหม่เกิดขึ้น ส่วนมวลกระดูกเก่าจะถูกขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะและทางอุจจาระ ซึ่งการทำให้กระดูกแข็งแรงนั้นควรเริ่มดูแลตั้งแต่วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 18-20 ปี โดยธรรมชาติร่างกายจะพยายามเก็บเนื้อกระดูกให้ได้มากที่สุด ถ้าหากเรียนรู้วิธีการเพิ่มมวลกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยสูงอายุได้อย่างดี แต่ถ้าหากใครที่พ้นวัยนี้มาแล้วโอกาสที่จะเพิ่มมวลกระดูกเพื่อการสะสมอาจจะไม่มี แต่ต้องรักษามวลกระดูกที่มีอยู่ไม่ให้ลดลงจากเดิม ซึ่งถ้าหากปล่อยให้แคลเซียมหลุดไปจากกระดูกก็จะทำให้กระดูกบางลงและหักง่ายในที่สุด

กระดูกจะแข็งแรงหรือเปราะบางขึนอยู่กับอะไรบ้าง

การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง สำหรับผู้มีอายุน้อยกว่า 50 ปีร่างกายต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม และผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ร่างกายต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม ซึ่งแหล่งที่มาของแคลเซียมก็มาจากอาหารหลากหลายประเภทเช่น นม โยเกิร์ต ผักคะน้า ถั่วแดง เป็นต้น แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายประมาณ 400-500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายได้รับ เพราะฉะนั้นจึงควรดื่มนมเสริม

ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน ควรเน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะๆ เป็นต้น

หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับกระดูก ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน เนื่องจากทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง นอกจากนี้ต้องระวังการใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

วิตามินและอาหารเสริม ถือว่ามีความจำเป็นในการรักษาสภาพกระดูกให้แข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น วิตามิน ซี บี 6 เค และดี นอกจากนี้ยังมีวิตามินในผักและผลไม้ที่ช่วยทำให้แคลเซียมถูกดูดซึมได้ดีที่ลำไส้

ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของมวลกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบโรค