สูตรสำเร็จทำให้ลูกเก่งมีหรือไม่?

อยากให้ลูกเก่งจะต้องส่งเสริมแต่เนิ่นๆ และทำให้มากขึ้นและมากขึ้น สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นสูตรที่ผู้ปกครองส่วนมากเข้าใจว่าจะสามารถทำให้ลูกพัฒนาไปสู่อัจฉริยภาพได้ จึงอาจเห็นบางครอบครัววางโปรแกรมแน่นไว้ให้ลูกตั้งแต่วัยแบเบาะ ตัวอย่างเช่น

ต้องใช้เพลงโมสาร์ทขับกล่อมลูกตั้งแต่ในครรภ์

ใช้บัตรภาพต่างๆ กระตุ้นให้ลูกวัยทารกเรียนรู้คำศัพท์

รีบจองเรียนยิมนาสติกหรือบัลเลต์ให้ลูกที่กำลังเดินเตาะแตะ

จัดชั่วโมงเรียนดนตรีเพื่อพัฒนาทักษะทางดนตรี

เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 3 ขวบ มิฉะนั้นจะช้าเกินไป

ดังนั้นจึงจะเห็นว่าพ่อแม่ในยุคปัจจุบันกังวลมากเกินไป เกรงว่าลูกจะไม่ทัดเทียมกับคนอื่น จนบางครั้งรู้สึกว่าหากเราไม่ได้จัดแจงให้ลูกมีกิจกรรมเพิ่มเติมจะดูว่าเป็นพ่อแม่ที่ละเลยเสียจริงๆ ลองมาดูกันว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญในการค้นหาศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวเด็กๆ

ลักษณะของพ่อแม่อัจฉริยะ

เด็กทุกคนมีลักษณะเฉพาะ ไม่มีใครที่จะรู้จักลูกไปมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่คือคนที่บอกได้ดีที่สุดว่าลูกเก่งด้านใด เป็นผู้ที่สังเกตเด็กและรู้จักเด็กมากที่สุด พ่อแม่ที่มีเวลาเอาใจใส่และมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกับลูกเป็นประจำจะทำให้เห็นถึงความสนใจและความสามารถของเด็กได้ และเมื่อสังเกตเห็นถึงความสนใจก็สนับสนุนและต่อยอดต่อไป ไม่เพียงแต่เด็กๆ จะได้ค้นพบในสิ่งที่พวกเขาชอบเท่านั้น แต่ยังสร้างความใกล้ชิดกันในครอบครัวได้อีกด้วย

งานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาถึงลักษณะครอบครัวของเด็กที่มีความสามารถพิเศษพบว่า ครอบครัวของเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่สามารถประสบความสำเร็จได้นั้นมักเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการตัดสินใจด้วยตนเอง ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย มีการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เช่น พาไปพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ ดนตรี กีฬา ทำกิจกรรมเกมทางการคิด การส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองมักเป็นผู้ที่สังเกตเห็นความสนใจและความสามารถของเด็กตั้งแต่เยาว์วัย นอกจากนี้จากการศึกษายังพบอีกว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้มักเป็นผู้ที่รักการเรียนรู้ มีการทำงานและเล่นร่วมกันภายในครอบครัว รวมทั้งเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและการร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

เทคนิคที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ความรักความอบอุ่น บรรยากาศเช่นนี้จะทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็น และมีความสุขในการเรียนรู้ ควรชื่นชมในความพยายามแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จ โดยไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะผลลัพธ์เท่านั้น ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความรู้ ความสนใจ การนำความคิดสู่การลงมือปฏิบัติ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ห้าม เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเขาทำแบบนี้ เพราะจะทำให้เด็กไม่กล้าคิดริเริ่มหรือคิดนอกกรอบ

แรงกระตุ้นจากภายในตัวเด็กเป็นสิ่งสำคัญ

ลูกของเราเมื่อครั้งยังเดินเตาะแตะหมกมุ่นอยู่กับการเล่นในกระบะทราย หรือการเทน้ำจากถ้วยหนึ่งไปอีกถ้วยหนึ่งอย่างไม่จบไม่สิ้นยังจำได้หรือไม่ เด็กเล็กๆเป็นผู้เรียนที่หิวกระหาย พวกเขามีความอยากรู้อยากเห็นที่กระตือรือร้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่เด็กฉลาดๆ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีแรงกระตุ้นในการเรียนรู้โดยอัตโนมัติ แท้จริงแล้วแรงกระตุ้นภายในตนเองเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต ความมุ่งมั่น ความพยายาม และความต่อเนื่อง จะเห็นได้จากเด็กๆ ต้องการจะทำเพราะเห็นว่าน่าสนุก น่าสนใจ หรือน่าพอใจ เมื่อเด็กถูกกระตุ้นจากภายในที่จะเรียนรู้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะเรียนรู้มากขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เมื่อตอนที่พวกเขาถูกกระตุ้นจากภายนอกหรือถูกผลักดันโยความต้องการจากพ่อแม่

การสร้างแรงกระตุ้นภายใน

การท้าทายให้เด็กเล่นกิจกรรมที่ไม่ง่ายเกินไปจนขาดความท้าทาย หรือไม่ยากเกินไปจนเด็กไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ

การสร้างความอยากรู้อยากเห็นในกิจกรรมที่มีสิ่งน่าประหลาดใจ สำรวจสิ่งรอบตัว กระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม ชี้ชวนให้สังเกตและเปิดโอกาสให้ทดลองอย่างอิสระ

พรสวรรค์หรือการฝึกฝนอะไรสำคัญกว่ากัน

การที่บุคคลมีความสามารถสูงกว่าบุคคลในวัยเดียวกันซึ่งเป็นความสามารถตามธรรมชาติที่ไม่ต้องทำการฝึกฝน (Untrained Natural Abilities) ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าบุคคลนั้นจะประสบความสำเร็จได้โดยปราศจากการฝึกฝนและมุ่งมั่น ดังนั้น ศักยภาพที่มีต้องการการพัฒนาและฝึกจนเกิดเป็นความชำนาญ ซึ่งการเรียนรู้ และการฝึกฝนจะทำให้ศักยภาพที่มีมาตั้งแต่กำเนิดได้รับการส่งเสริมจนเป็นทักษะเฉพาะด้าน และส่งผลให้ประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน

เด็กที่มีศักยภาพสูงคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีปัจจัยร่วมด้วยดังนี้

เด็กต้องมีลักษณะทางบุคลิกภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถ หมายถึงแรงจูงใจ ความตั้งใจ ความพยายาม การบริหารจัดการตัวเอง และบุคลิกภาพ

การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพ

การได้รับโอกาสในการได้รับการพัฒนาความสามารถพิเศษ เช่น เด็กมีความสนใจและมุ่งมั่นพยายามศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วผู้ปกครองเห็นคุณค่าในการส่งเสริมการเรียนรู้ สนับสนุนให้เกิดการต่อยอดจากสิ่งที่เด็กสนใจ เด็กก็จะได้รับการพัฒนาความสามารถพิเศษ ในขณะที่ดรงเรียนก็มีการจัดการศึกษาที่เหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะได้รับการพัฒนาความสามารถพิเศษได้อย่างเหมาะสม