จัดการกับอาการอ่อนเพลียของร่างกาย

อาการอ่อนเพลีย เป็นอาการที่มักหมายถึงความรู้สึกไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว หรือหมดพลังไม่อยากจะทำอะไร เป็นอาการที่ผู้ป่วยจะรู้สึกแต่อธิบายไม่ได้ และตรวจไม่ค่อยพบ อาการนี้เกิดขึ้นได้ทั้งกับร่างกายและจิตใจ แต่สิ่งที่รู้สึกมักจะเป็นอาการรวมๆ ที่บอกไม่ถูกว่าเหตุมันเกิดที่ตรงไหนกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งผลเสียต่อการเรียนหรือการทำงาน ส่งผลไปถึงในด้านครอบครัว สังคม และการใช้ชีวิตโดยรวม จะเห็นได้ว่าผลกระทบของความอ่อนเพลียนั้นมากกว่าที่เราคิด

ทำไมจึงอ่อนเพลีย

ความอ่อนเพลียนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งที่เป็นโรคและไม่ใช่โรค บางครั้งก็เกิดจากจิตใจ โดยส่วนมาก ความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นในช่วงวัย 30-35 ปี มักมีสาเหตุที่ไม่แน่ชัด และมักจะไม่ได้ทีโรคร่วม แต่ในทางกลับกันอาการอ่อนเพลียในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มักจะมีโรคที่ซ่อนเร้นเป็นสาเหตุของอาการอยู่ด้วย ซึ่งมักจะต้องการการวินิจฉัยและรักษาต่อไป สาเหตุที่พบบ่อยของอาการอ่อนเพลีย ได้แก่

  • การใช้ชีวิต ถ้าคุณต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน และกลับมาบ้านตอนมืดค่ำ ทำงานหักโหม กินข้าวไม่ตรงเวลาต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลียได้ทั้งสิ้น พูดโดยรวมก็คือ การใช้ชีวิตอย่างหักโหม นั่นเอง
  • การพักผ่อนน้อย มักมาคู่กับการใช้ชีวิตอย่างหักโหมนั่นคือ โหมงาน โหมเที่ยว ทำให้นอนน้อย นำมาซึ่งความรู้สึกอ่อนเพลีย
  • โรคประจำตัวต่างๆ อันนี้มักจะพบในผู้สูงอายุอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ความอ่อนเพลียอาจจะเป็นอาการแรกๆ ของโรคที่ซ่อนอยู่ หรือเป็นสัญญาณว่าโรคที่เป็นกำลังลุกลามมากขึ้น โรคที่ก่อนให้เกิดความรู้สึกอ่อนเพลีย ได้แก่

โรคของหลอดเลือดและหัวใจ อาการที่เกิดมักจะเป็นความอ่อนเพลียเมื่อต้องทำงานที่ใช้แรงแม้จะไม่มากก็ตาม เช่น เหนื่อยมากเมื่อต้องเดิน หรือขึ้นบันได หรือแม้กระทั่งทำงานบ้านง่ายๆ อย่างกวาดบ้าน

อาการซีด จากสาเหตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พบมากในบ้านเราก็คือ การขาดธาตุเหล็ก และโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดในร่างกายของผู้ป่วยมีจำนวนลดลง ทำให้การขนส่งสารอาหารและออกซิเจนที่จำเป็นไปยังส่วนต่างๆ ทำได้ยาก ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงได้

โรคต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะไทรอยด์ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับการเผาผลาญ เมื่อขาดฮอร์โมนนี้จะทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ลดลง หรือการขาดฮอร์โมนเพศ เช่น ในกลุ่มวัยทอง จะทำให้เกิดความรู้สึกชาดความกระปรี้กระเปร่าไปจนถึงขั้นหมดพลังไม่อยากจะทำอะไรเลย

กลุ่มโรคติดเชื้อเรื้อรังต่างๆ ซึ่งมักจะมีอาการร่วมนอกจากอาการอ่อนเพลีย

กลุ่มโรคมะเร็ง

อาการของโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรคอารมณ์สองขั้ว ก็อาจก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้เช่นกัน

  • ยาบางชนิด เช่น ยากระตุ้นหัวใจ ยาต้านเศร้า ยาแก้แพ้ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนเพลียได้

จะเห็นได้ว่าอาการอ่อนเพลียนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ก็กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสาเหตุทั้งหมดเท่านั้น ผู้ป่วยและคนใกล้ตัวควรจะช่วยกันสังเกตความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจจะร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกอาการของโรคที่ซ่อนอยู่ได้มากกว่าตัวอาการอ่อนเพลียเอง

ในส่วนของการรักษาอาการอ่อนเพลียนั้นคงจะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุเป็นหลัก การปรับวิธีการใช้ชีวิต การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มักจะมีส่วนช่วยให้อาการอ่อนเพลียดีขึ้น ในกลุ่มที่สงสัยว่าจะมีอาการของโรคอื่นๆ ซุกซ่อนอยู่นั้น ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมต่อไป

อาการอ่อนเพลียนอกจากจะเป็นสัญญาณของโรคหลายๆ โรคแล้ว ยังเป็นสัญญาณของการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้ชีวิตที่หักโหมเกินไป ซึ่งการใช้ชีวิตในลัษณะนี้มักจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว ดังนั้นถ้าคุณกำลังมีอาการอ่อนเพลียก็อย่ามองข้าม เพราะนี่อาจจะเป็นเสียงเตือนเล็กๆ จากร่างกายของคุณ ว่าใช้ชีวิตหนักเกินไปแล้ว พักผ่อนบ้างนะ ก็เป็นได้