ผู้สูงอายุเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือโรคที่มวลของเนื้อกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะโครงสร้างของกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกรับน้ำหนักหรือแรงกดดันได้น้อยกว่าปกติ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักตามมา โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกสันหลังและกระดูกบริเวณข้อมือ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

เชื้อชาติ พบมากในคนผิวขาวและคนเอเชีย พบน้อยในคนผิวดำ

เพศ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศหญิงจะมีการลดลงของมวลกระดูกอย่างมากในช่วง 5 ปีแรก หลังหมดประจำเดือน

อายุ พบมากในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

โภชนาการ บริโภคแคลเซียมน้อย ดื่มแอลกอฮอล์มาก ดื่มกาแฟมาก บริโภคอาหารรสเค็ม และบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป

สูบบุหรี่จัด ออกกำลังกายน้อย

มีโรคประจำตัว เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ เป็นต้น โรคเหล่านี้มีผลทำให้เกิดความสูญเสียของมวลกระดูก

การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยา ในกลุ่มสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะบางชนิด ยาลดกรดทีมีฤทธิ์จับกับฟอสเฟด ยารักษาวัณโรค เป็นต้น

เนื่องจากกระดูกพรุนไม่มีอาการ ไม่มีความเจ็บปวด เราจะรู้ว่ากระดูกพรุนก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว และส่วนใหญ่จะมาด้วยกระดูกสะโพกหักหรือกระดูกสันหลังยุบ

การรักษาโรคกระดูกพรุน

กระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ด้วยการเพิ่มยาเม็ดเสริม แคลเซียมและการรับวิตามินดีที่ช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งรักษาระดับแคลเซียมในกระแสเลือด ช่วยในการรักษามวลกระดูกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งวิตามินชนิดนี้สามารถสังเคราะห์ได้เองทางผิวหนังด้วยการรับแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า

การรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น รวมถึงยาบางชนิดที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก มีทั้งแบบที่เป็นเม็ดรับประทานและแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

การเพิ่มระดับฮอร์โมนบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างกระดูก เช่น การฉีดหรือให้ยาเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนแก่ผู้ป่วยเพศหญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออกไป ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ในระดับปกติ ยาจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้กระดูกแตกหักง่าย รวมถึงอาจมีผลรักษาและป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดด้วย

นอกจากวิธีการรักษาดังกล่าว ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงเพื่อบำรุงกระดูก หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนและมีค่าความเป็นกรดสูง หลีกเลียงการออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวที่ใช้แรงกายอย่างหักโหม รวมถึงควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

ขอบคุณข้อมูล

นพ.ทศพร ม่วงสวย

ศัลยแพทย์โรคกระดูกและข้อ